วันจันทร์ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2554

ความล้มเหลวของการศึกษาวิจัยในไทย

(ขอนอกเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับการลงทุนนิดนึงครับ)

เราทุกคนล้วนแต่เคยตั้งคำถามกับสิ่งต่างๆรอบตัว อาจจะเป็นตอนเด็กๆที่เราชอบถามว่า “ทำไม” เราทุกคนมีความอยากรู้เรื่องต่างๆที่เราสนใจ บ้างก็ใช้วิธีค้นคว้าข้อมูลจากหนังสือที่มีผู้สังเกตบันทึกเอาไว้ บ้างก็ใช้วิธีถามจากผู้รู้ ผู้มีประสบการณ์ บ้างก็ใช้วิธีการสังเกตและบันทึกสิ่งที่เกิดขึ้นจริง...

ด้วยวิธีการเหล่านี้ทำให้โลกได้พัฒนาองค์ความรู้เรื่อยมา...

หนึ่งในการหาคำตอบของสิ่งที่มนุษย์ยังไม่รู้คือ...การศึกษาวิจัย (Research)

ผมเคยเชื่อว่า...การศึกษาวิจัย เป็นการหาคำตอบของสิ่งต่างๆที่เราสงสัย สิ่งที่ยังไม่เคยมีใครศึกษามาก่อนด้วยกระบวนการศึกษาและบันทึกข้อมูลอย่างเป็นระบบ ตามหลักวิทยาศาสตร์ที่ต้องมีการใช้เหตุผล วัดผลได้ ตรวจสอบและหักล้างได้

ผมเคยชอบการอ่านงานวิจัยมาตลอดเพราะเหมือนผมได้คุยกับผู้วิจัยโดยตรง...โดยเฉพาะไอเดียเรื่องคำถามงานวิจัย

เพราะผมเชื่อว่า...การตั้งคำถามที่ยังไม่เคยมีใครถาม การตั้งคำถามที่เป็นประโยชน์ต่อมนุษย์ จะนำไปสู่การค้นพบใหม่ๆที่เป็นประโยชน์ ผมให้ความสำคัญกับสิ่งที่เรียกว่า”ไอเดีย”มาก ผมเฝ้ารอว่าผมอยากจะลองใช้วิธีการศึกษาวิจัยเพื่อหาคำตอบในสิ่งที่ผมสนใจ...

แต่หลังจากที่ผมได้ลองทำงานวิจัยและอ่านงานวิจัยในประเทศไทย...กลับไม่ใช่แบบนั้นเลย


งานศึกษาวิจัยเกือบทั้งหมดเป็นการศึกษาโดยมีรูปแบบเหมือนการศึกษาก่อนๆ เพียงแต่เปลี่ยนตัวแปรและแบบทดสอบ แล้วแบบทดสอบที่ใช้ก็เป็นแบบทดสอบของต่างประเทศ ถ้ามีแบบทดสอบของไทยก็เป็นรูปแบบที่ได้มาจากต่างประเทศเกือบทั้งหมด รูปแบบที่ใช้ก็เป็นการศึกษาความชุกและอุบัติการณ์...

นั่นหมายความว่า...เราไม่สามารถตั้งคำถามเองได้ใช่หรือไม่? เราไม่สามารถสร้างสรรค์สิ่งที่เรียกว่านวัตกรรมใช่หรือไม่?(Innovation) เราต้องคอยเดินตามต่างประเทศตลอดไปใช่หรือไม่?

ผมคิดว่าไม่ใช่...เราทุกคนต่างก็เคยตั้งคำถามกับสิ่งต่างๆในวัยเด็กมาก่อน เราทุกคนเคยเป็นนักสร้างสรรค์และมีจินตนาการมาก่อน

แล้วสิ่งเหล่านั้นหายไปไหน...

ในสังคมไทยถ้าใครที่ตั้งคำถามที่แปลกๆหรือคิดไม่เหมือนคนอื่นจะถูกมองว่าแปลก...เราถูกสอนให้เหมือนคนส่วนใหญ่ เราถูกสอนให้ทำตามๆกันไม่อย่างนั้นจะถูกปฎิเสธจากสังคม ซึ่งทำให้ไม่มีใครกล้าคิดต่างเพราะเราทุกคนก็ล้วนแต่ต้องการการยอมรับจากสังคมทั้งสิ้น

ทุกคนถูกทำลายความฝันและความคิดสร้างสรรค์จนหมดสิ้น...

เราถูกสอนให้จำ ไม่ได้ถูกสอนให้คิด

คนจำข้อมูลในหนังสือได้มากและกาข้อสอบถูกคือคนเก่งในระบบนี้  คนที่คิดอะไรแตกต่างคือคนโง่ในระบบนี้

เราเรียนเพื่อจบและหางานทำหาเงินใช้ แต่งงาน มีลูก และก็ตาย

แม้เราอาจจะเคยมีความฝัน...แต่มันก็ถูกทำลายไประหว่างทาง

จะมีสักกี่คนที่ยังเก็บความฝันไว้ได้

และจะมีสักคนที่อยากจะทำงานวิจัยเพื่อหาคำตอบกับสิ่งที่ไม่รู้จริงๆ...โดยมากก็ทำเพื่อจะได้เรียนจบ จะได้เลื่อนตำแหน่งเงินเดือนจะได้เลื่อนขึ้น จะได้เกียรติยศในสังคม เราวิ่งตามสิ่งภายนอกที่ล่อเรา ไม่ได้วิ่งตามเสียงของหัวใจ...

มีงานวิจัยประเทศไทยสักกี่งานที่ได้รับการอ้างอิงในระดับโลกในฐานะขององค์ความรู้ในเรื่องนั้นๆอย่างแท้จริง...อย่างมากก็อาจจะเป็นเรื่องหรือโรคที่มีในประเทศไทยหรือแถบนี้เท่านั้นทำให้ต่างชาติศึกษาไม่ได้

มีคำถามไหนบ้างในงานวิจัยไทยที่เปลี่ยนแปลงโลก...อย่างเช่นคำถามที่เปลี่ยนแปลงโลกเหล่านี้  โลกแบนจริงหรือ? แสงเป็นอนุภาคหรือพลังงาน? เราจะบินได้เหมือนนกหรือเปล่า? อะไรจะเกิดขึ้นเมื่อวัตถุวิ่งเข้าใกล้ความเร็วแสง? อะไรคือกลไกที่คอยดูแลราคาสินค้าในระบบทุนนิยม? ทำไมรอบๆเชื้อราเพนนิซีเลียมจึงไม่มีแบคทีเรียขึ้น...

เราถามแต่คำถามที่มีคนถามมาแล้ว...

ใครที่คิดสิ่งใหม่ๆในประเทศนี้ จะถูกทำลายโดยระบบ ทำลายจนหมดสิ้น...ให้คิดตามคนอื่น ให้ท่องจำ...

เราเก่งกันมากกับการอ้างงานวิจัยในต่างประเทศ...เก่งกันมากกับการใช้สิ่งที่คนอื่นคิดไว้แล้ว และบอกว่าตัวเองเก่งใครไม่รู้คือโง่...

ผมเชื่อว่า...คนที่ตั้งคำถามเพื่อสร้างองค์ความรู้ที่จะทำให้โลกนี้ดีขึ้นยังคงมีอยู่  แม้ว่าจะยังมีระบบที่คอยทำลายอยู่ก็ตาม...

ผมอยากจะเอาใจช่วยคนเหล่านั้น...ให้เก็บคำถามของเขาไว้  เก็บความฝันของเขาไว้...

การที่จะเปลี่ยนแปลกโลกนี้ให้ดีขึ้นได้ ผมคิดว่าต้องมี กำลังกายที่แข็งแกร่ง กำลังใจที่มั่นคง อำนาจเงิน องค์ความรู้เดิมและการสร้างสรรค์ความรู้ใหม่ การนำความรู้ไปใช้ผ่านการคิด การวางแผนและการลงมือทำ

 ผมคงได้แค่บอกว่าผมสิ้นหวังกับการศึกษาของไทยแล้ว...สิ้นหวังกับการศึกษาวิจัยในประเทศไทยแล้ว

แต่ผมยังไม่สิ้นหวังกับการเปลี่ยนแปลงโลกนี้ให้ดีขึ้น...

มีคนมากมายที่เป็นเครื่องยืนยันว่าการศึกษา การมีปริญญาไม่ใช่สิ่งที่ทำให้พวกเขาประสบความสำเร็จ เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นจริง เราคงไม่ได้เห็นคนอย่าง โทมัส เอดิสัน, บิล เกต, สตีป จ๊อบ, ชิน โสภณพานิช ฯลฯ

เพราะการเรียนรู้และสติปัญญา...เป็นคนละเรื่องกับการจบปริญญา การผ่านจริยธรรมงานวิจัยหรือได้เกรดดีๆในโรงเรียน

อย่าให้ระบบทำลายเราได้...ถ้าเรายังเก็บความฝันไว้ในตัวได้ เราจะแตกต่างจากคนอื่นๆอย่างแน่นอน

และเรานั่นแหละที่จะเป็นผู้เปลี่ยนแปลงให้โลกใบนี้ให้ดีขึ้นในที่สุดครับ

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น