นพ. พงศกร เอื้อชวาลวงศ์
จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น รพ.ศูนย์อุดรธานี
Mind Investing Blog
ผมได้สรุปเนื้อหาที่ผมได้บรรยายในงานสังสรรค์ VI ไตรมาส 2 ลงในบทความนี้นะครับ ต้องขอบคุณทางสมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่าที่ให้เกียรติเชิญผมไปเป็นวิทยากรในงานนี้ ขอบคุณผู้ฟังทุกท่านที่ตั้งใจฟัง ไม่มีใครคุยกันเลย...หลายตั้งใจจดมากแม้ว่าผมบอกแล้วว่าจะแจกใน Blog หลายคนถึงขึ้นอัด VDO กันเลยทีเดียว
ขอบคุณภรรยาที่ช่วยตัด Slide ให้เพราะว่าผมงานประจำเยอะมากจนแทบไม่มีเวลาทำ แถมยังมาเป็นกำลังใจให้ถึงขอบเวทีด้วยครับ ขอบคุณครับ
ผมได้พยายามเต็มที่แล้วที่จะให้เนื้อหาเกี่ยวกับหุ้นเติบโตครบถ้วน เข้าใจง่ายที่สุดภายในเวลา 2 ชม. เริ่มตั้งแต่ง่ายไปยาก พยายามจะใส่จุดที่นักลงทุนหลายคนยังเข้าใจผิดและทำให้ภาพเหล่านี้ชัดเจนขึ้น และนำหลักการที่ผมให้ไปใช้จริงได้ครับ
ต่อไปนี้จะเป็นเนื้อหาใน Slide ที่จะไปบรรยายนะครับ และผมจะเขียนหนังสือเกี่ยวกับการลงทุนหุ้นเติบโต (Growth investing) แบบในรายละเอียดอีกครั้ง เพื่อนนักลงทุนที่สนใจสามารถติดตามได้ครับ
การลงทุนใน Growth stock และจิตวิทยาการลงทุน
Outline
- ทำไมต้องลงทุนในหุ้นเติบโต?
- ความเข้าใจเรื่องหุ้นเติบโต
- ความสำคัญของเวลา / ความเข้าใจเรื่องอนาคต / มองอนาคตโดยใช้จินตนาการและเหตุผล
- ภาพลวงตาของ PE / คุณภาพและอนาคตของกำไร
- พฤติกรรมผู้บริโภค
- การมอง Business model ที่สอดคล้องกับเศรษฐกิจโดยรวม / Natural selection ในระบบทุนนิยม / Megatrend
- ความสามารถในการแข่งขัน (DCA) - สิ่งที่สำคัญต่อการอยู่รอดและเติบโต
- การเลือกหุ้นจากชีวิตประจำวัน / Systemic approaching
- ช่องทางการเติบโตของกำไร
- ที่มาของการขยายธุรกิจ / เอาเงินมาจากไหนมาขยายการเติบโต?
- การพัฒนาความสามารถในการวิเคราะห์ธุรกิจ
- การพัฒนาจิตใจของนักลงทุนหุ้นเติบโต / จิตวิทยาการลงทุน
วันจันทร์ที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2555
วันอังคารที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2555
การทำธุรกิจ VS การลงทุนในหุ้น
ผมสังเกตว่าหลายคนที่เข้ามาเล่นหุ้นเพราะไม่อยากทำงานประจำที่มีรายได้น้อย ฝันที่จะไม่ต้องทำงานแล้วมีเงินไหลเข้ามือตลอดเวลา...ซึ่งเป็นแนวคิดเรื่อง Passive income ที่นิยมมากตั้งแต่มีหนังสือเรื่องพ่อรวยสอนลูก
การทำงานประจำ การทำธุรกิจส่วนตัวเป็นสิ่งไม่ควรเสียเวลาไปทำเพราะเป็นงานฝั่งซ้ายหรือเปล่า? (เรื่องฝั่งซ้าย - ฝั่งขวาผมจะอธิบายต่อไปนะครับ)
ผมเชื่อว่าหลายคนคงจะเคยอ่านหนังสือชุดพ่อรวยสอนลูกของ Robert T. Kiyosaki ซึ่งผมคิดว่าเป็นหนังสือการสร้าง Mind Set ในการลงทุนที่ดีมาก ผมอ่านไป 2 เล่ม คือ พ่อรวยสอนลูกและเงินสี่ด้าน ซึ่งหนังสือเล่มแรกจะพูดถึงนิยามของทรัพย์สินและหนี้สินในความหมายของการนำเข้าหรือดึงออกของกระแสเงินสด ให้เราซื้อทรัพย์สินที่สร้างกระแสเงินสดเข้าพอร์ต ลดหนี้สินที่ดึงกระแสเงินสดออกจากพอร์ต หนังสือเล่มที่ 2 จะพูดถึงที่มาของรายได้ว่าไม่ได้แค่เงินเดือนหรือค่าจ้างจากการทำงานเพียงอย่างเดียว...แต่ที่มาของรายได้มีถึง 4 ทางหลัก ซึ่งผมจะทยอยแจกแจงให้ฟังครับ
เงิน 4 ด้าน ประกอบด้วย E S อยู่ฝั่งซ้าย และ B I อยู่ฝั่งขวา
ฝั่งซ้าย
E = Employee (ลูกจ้าง) ทำงานประจำรับเงินเดือน ไม่ว่างานของเราจะเป็นงานตั้งแต่แรงงานไร้ฝีมือไปจนถึงงานที่เป็นวิชาชีพต้องใช้ทักษะความรู้ความชำนาญเฉพาะด้าน ถ้าได้รับเงินเดือนเป็นรายได้ถือว่าเป็นกลุ่ม Employee ครับ
S = Self employed (ธุรกิจส่วนตัว) รายได้มาจากกิจการของเราเอง โดยที่เป็นงานที่เราคนเดียวที่ทำได้
ทั้ง E และ S ถือว่ารายได้มาจากการทำงาน ถ้าไม่ทำงานย่อมไม่มีรายได้...เป็นความเข้าใจที่คนส่วนใหญ่มีกัน เมื่อก่อนผมก็คิดอย่างนี้ครับ ซึ่งมีธุรกิจมากมายที่เข้ามาหารายได้จากผู้ที่ความคิดว่า..."ถ้าไม่ทำงานย่อมไม่มีรายได้" เช่น ธุรกิจประกันชีวิตที่เข้ามาเติมเต็มความมั่นคง...ให้เราอุ่นใจว่าเมื่อเราเจ็บป่วยเราจะมีค่ารักษาพยาบาลและรายได้ชดเชยเวลาที่เราไม่ได้ทำงาน, ธุรกิจด้านการลงทุน กองทุนรวม เข้ามาระดมเงินจากเงินออมของมนุษย์เงินเดือนเหล่านี้ให้มีรายได้เพิ่มขึ้น, ธุรกิจขายตรง MLM (Multi-level marketing) ที่นำเสนอแนวคิดของคิโยซากิเช่นกัน และผลักคนเข้าสู่ระบบการใช้สินค้าของบริษัทขายตรง โดยมีรายได้จากการหาดาวน์ไลน์และส่วนแบ่งรายได้ เพื่อให้นักธุรกิจขายตรงที่มี connection มากได้มีอิสระภาพทางการเงินในที่สุด
จะเห็นได้ว่าธุรกิจที่เข้ามาเติมเต็มความต้องการของฝั่งซ้าย...คือธุรกิจที่เกี่ยวกับฝั่งขวาทั้งสิ้น (ไม่ต้องทำงานหรือทำงานจนถึงจุดหนึ่งจะรายได้เข้ามาโดยไม่ต้องทำงาน)
ฝั่งขวา
B = Business owner (เจ้าของระบบธุรกิจ) มีกิจการของตัวเองแต่ไม่ต้องดูแลตลอดเวลา สามารถจ้างคนเก่งมาทำแทนได้ โดยเราเป็นผู้ดูแลระบบให้เป็นไปได้ด้วยดี
I = Investor (นักลงทุน) เรานำเงินออมไปซื้อสินทรัพย์ที่สร้างรายได้และมีกระแสเงินสดเข้าพอร์ต เช่น หุ้น พันธบัตร ที่ดิน อพาร์ตเม้นท์ให้เช่า เป็นต้น ให้เงินทำงานหาเงินแทนเรา
(ช่วงหลังจากนี้ผมจะใช้ตัวย่อ ให้อ้างอิงตามด้านบนนะครับ)
ผมไม่คิดว่าอาชีพด้านขวา (B,I) ดีกว่าหรือเหนือกว่าด้านซ้าย (E,S) ในแง่ของคุณค่าเรื่องอาชีพการงาน เพราะงานทุกงานล้วนแต่สร้างประโยชน์ต่อผู้คนและมีประโยชน์ต่อระบบโดยรวมทั้งนั้น (ผมหมายถึงอาชีพ"สุจริต"ทุกอาชีพนะครับ) แต่สิ่งที่ผมได้จากหนังสือคือ..."รายได้ไม่ได้มาจากทางเดียวและไม่จำเป็นต้องมาจากการทำงาน"
การทำอาชีพด้านซ้าย (E,S) มีผลดีต่อการพัฒนาตัวเราครับ
การทำงานประจำ การทำธุรกิจส่วนตัวเป็นสิ่งไม่ควรเสียเวลาไปทำเพราะเป็นงานฝั่งซ้ายหรือเปล่า? (เรื่องฝั่งซ้าย - ฝั่งขวาผมจะอธิบายต่อไปนะครับ)
ผมเชื่อว่าหลายคนคงจะเคยอ่านหนังสือชุดพ่อรวยสอนลูกของ Robert T. Kiyosaki ซึ่งผมคิดว่าเป็นหนังสือการสร้าง Mind Set ในการลงทุนที่ดีมาก ผมอ่านไป 2 เล่ม คือ พ่อรวยสอนลูกและเงินสี่ด้าน ซึ่งหนังสือเล่มแรกจะพูดถึงนิยามของทรัพย์สินและหนี้สินในความหมายของการนำเข้าหรือดึงออกของกระแสเงินสด ให้เราซื้อทรัพย์สินที่สร้างกระแสเงินสดเข้าพอร์ต ลดหนี้สินที่ดึงกระแสเงินสดออกจากพอร์ต หนังสือเล่มที่ 2 จะพูดถึงที่มาของรายได้ว่าไม่ได้แค่เงินเดือนหรือค่าจ้างจากการทำงานเพียงอย่างเดียว...แต่ที่มาของรายได้มีถึง 4 ทางหลัก ซึ่งผมจะทยอยแจกแจงให้ฟังครับ
เงิน 4 ด้าน ประกอบด้วย E S อยู่ฝั่งซ้าย และ B I อยู่ฝั่งขวา
ฝั่งซ้าย
E = Employee (ลูกจ้าง) ทำงานประจำรับเงินเดือน ไม่ว่างานของเราจะเป็นงานตั้งแต่แรงงานไร้ฝีมือไปจนถึงงานที่เป็นวิชาชีพต้องใช้ทักษะความรู้ความชำนาญเฉพาะด้าน ถ้าได้รับเงินเดือนเป็นรายได้ถือว่าเป็นกลุ่ม Employee ครับ
S = Self employed (ธุรกิจส่วนตัว) รายได้มาจากกิจการของเราเอง โดยที่เป็นงานที่เราคนเดียวที่ทำได้
ทั้ง E และ S ถือว่ารายได้มาจากการทำงาน ถ้าไม่ทำงานย่อมไม่มีรายได้...เป็นความเข้าใจที่คนส่วนใหญ่มีกัน เมื่อก่อนผมก็คิดอย่างนี้ครับ ซึ่งมีธุรกิจมากมายที่เข้ามาหารายได้จากผู้ที่ความคิดว่า..."ถ้าไม่ทำงานย่อมไม่มีรายได้" เช่น ธุรกิจประกันชีวิตที่เข้ามาเติมเต็มความมั่นคง...ให้เราอุ่นใจว่าเมื่อเราเจ็บป่วยเราจะมีค่ารักษาพยาบาลและรายได้ชดเชยเวลาที่เราไม่ได้ทำงาน, ธุรกิจด้านการลงทุน กองทุนรวม เข้ามาระดมเงินจากเงินออมของมนุษย์เงินเดือนเหล่านี้ให้มีรายได้เพิ่มขึ้น, ธุรกิจขายตรง MLM (Multi-level marketing) ที่นำเสนอแนวคิดของคิโยซากิเช่นกัน และผลักคนเข้าสู่ระบบการใช้สินค้าของบริษัทขายตรง โดยมีรายได้จากการหาดาวน์ไลน์และส่วนแบ่งรายได้ เพื่อให้นักธุรกิจขายตรงที่มี connection มากได้มีอิสระภาพทางการเงินในที่สุด
จะเห็นได้ว่าธุรกิจที่เข้ามาเติมเต็มความต้องการของฝั่งซ้าย...คือธุรกิจที่เกี่ยวกับฝั่งขวาทั้งสิ้น (ไม่ต้องทำงานหรือทำงานจนถึงจุดหนึ่งจะรายได้เข้ามาโดยไม่ต้องทำงาน)
ฝั่งขวา
B = Business owner (เจ้าของระบบธุรกิจ) มีกิจการของตัวเองแต่ไม่ต้องดูแลตลอดเวลา สามารถจ้างคนเก่งมาทำแทนได้ โดยเราเป็นผู้ดูแลระบบให้เป็นไปได้ด้วยดี
I = Investor (นักลงทุน) เรานำเงินออมไปซื้อสินทรัพย์ที่สร้างรายได้และมีกระแสเงินสดเข้าพอร์ต เช่น หุ้น พันธบัตร ที่ดิน อพาร์ตเม้นท์ให้เช่า เป็นต้น ให้เงินทำงานหาเงินแทนเรา
(ช่วงหลังจากนี้ผมจะใช้ตัวย่อ ให้อ้างอิงตามด้านบนนะครับ)
ผมไม่คิดว่าอาชีพด้านขวา (B,I) ดีกว่าหรือเหนือกว่าด้านซ้าย (E,S) ในแง่ของคุณค่าเรื่องอาชีพการงาน เพราะงานทุกงานล้วนแต่สร้างประโยชน์ต่อผู้คนและมีประโยชน์ต่อระบบโดยรวมทั้งนั้น (ผมหมายถึงอาชีพ"สุจริต"ทุกอาชีพนะครับ) แต่สิ่งที่ผมได้จากหนังสือคือ..."รายได้ไม่ได้มาจากทางเดียวและไม่จำเป็นต้องมาจากการทำงาน"
การทำอาชีพด้านซ้าย (E,S) มีผลดีต่อการพัฒนาตัวเราครับ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)