วันพุธที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2554

พฤติกรรมมนุษย์และตลาดทุน (ตอนที่ 2) การรับรู้อันผิดเพี้ยน

พฤติกรรมมนุษย์และตลาดทุน (ตอนที่2)




เมื่อบทที่แล้วผมพูดถึงเรื่องตลาดมีประสิทธิภาพ...จะเห็นว่า...แนวคิดนี้มองว่าตลาดเหมือนเป็นเครื่องซุปเปอร์คอมพิวเตอร์ที่คำนวนทุกอย่างได้อย่างถูกต้องและแม่นยำไม่มีปัจจัยทางอารมณ์ใดๆมารบกวนทั้งสิ้น...แต่ในความจริงเบื้องหลังคอมพิวเตอร์ที่ซื้อขายหุ้น ตราสารหนี้ ฯลฯ...นั้นคือ “มนุษย์”  ไม่ใช่คอมพิวเตอร์  ถึงแม้จะมีการตั้งโปรแกรมซื้อขายหุ้นโดยอัตโนมัติ  มนุษย์ก็เป็นผู้เขียนโปรแกรมนั้นขึ้น.... ดังนั้นสิ่งที่อยู่ในตัวมนุษย์  ในเรื่องความเชื่อ มุมมอง ความคิด ความคาดหวัง อารมณ์ความรู้สึก สิ่งเหล่านี้จะถูกสะท้อนเข้าไปในตลาด...
กระบวนการทำงานของจิตใจมนุษย์  เริ่มตั้งแต่การรับรู้ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 และความทรงจำ (Perception-Internal and External) เข้าไปแปลผลสิ่งที่เห็นคืออะไร (Recognition)...มีความหมายกับเราอย่างไร (Meaning)...แล้วเทียบเคียงกับประสบการณ์เดิม (Past experience)  มีการเกิดอารมณ์ความรู้สึกกับสิ่งที่รับรู้ (Feeling)  เกิดความคาดหวัง (Expectation) แล้วตอบสนองออกมาทางการกระทำ (Behavior)

เช่น... เวลาเจอโดนเจ้านายด่า...เราได้ยินเสียงเจ้านายด่า  เราเห็นท่าทีเกรี้ยวกราดของเจ้านาย  แปลเสียงในสมองเป็นความหมายเบวกกับประสบการณ์เก่า  แปลว่าเจ้านายกำลังคุกคามความปลอดภัย... เกิดอารมณ์กลัวและโกรธ  ต้องตอบโต้อะไรสักอย่าง... สุดท้ายความเคยชินความเชื่อเข้ามาบอก”เราไม่ควรตอบโต้ผู้ใหญ่” พฤติกรรมจึงออกมาก้มหน้า หลบตา ไม่ตอบโต้ใดๆ  เก็บอารมณ์โกรธในใจเงียบๆ... กระบวนการเหล่านี้เกิดขึ้นเพียงเสี้ยววินาทีตามความเคยชิน...

แล้วกระบวนการในสมอง(จิตใจมนุษย์)ที่เกิดขึ้น ...คือ สิ่งที่เป็นความจริง(Reality)หรือ???

เริ่มตั้งแต่การรับรู้ของมนุษย์เองมีการผิดเพี้ยนไปจากความจริง...เช่น 1. ถ้าคนนึงเอานิ้มจุ่มน้ำร้อนด้วยมือขวาและนิ้วจุ่มน้ำเย็นด้วยมือซ้าย...ผ่านไปสักพักนึง(ก่อนนิ้วพอง 555)  เอานิ้วทั้ง 2ข้างมาจุ่มพร้อมกันในน้ำที่อุณหภูมิห้อง ปรากฎว่า ...เราจะรู้สึกน้ำเย็นที่นิ้วที่เคยจุ่มน้ำร้อนมาก่อนและรู้สึกร้อนขึ้นที่นิ้วที่เคยจุ่มน้ำเย็นมาก่อน... 2. (พอดีหาภาพมาแสดงไม่เจอ) เรามองเห็นภาพเส้นตรงที่มีลูกศรที่ปลายทั้ง 2 ข้าง...เราจะมองว่าเส้นตรงที่ลูกปลายลูกศรหันเข้ายาวกว่าเส้นตรงที่ปลายลูกศรที่หันออกด้านข้าง...ทั้งที่จริงๆเส้นตรงทั้งสองเส้นยาวเท่ากัน...

การระลึกรู้เองก็มีการผิดเพี้ยนไปจากความจริง... ในภาพจะเห็นว่า...เราสามรถมองได้ทั้ง แจกันสีดำ หรือหน้าคนสีขาวหันเข้าหากัน...ขึ้นอยู่กับแต่บุคคล...(มีการทดสอบทางจิตวิทยา ชื่อRorschach test ที่มีรูปที่สีน้ำหมึกหยดบนกระดาษ  แล้วให้ผู้เข้าทำการทดสอบแปลผลว่าเป็นรูปอะไร  รูปจะดูไม่รู้เรื่อง...เอาไว้ใช้ดูความคิดและการแปลผลต่อสิ่งเร้าของผู้เข้ารับการทดสอบ)

คงต้องย้อนถามตัวเองอีกทีว่า...สิ่งที่มนุษย์รับรู้นั่นคือความจริง...จริงหรือ???

ดังนั้น...ตลาดก็คือผลรวมของโลกภายในจิตใจมนุษย์... ตลาดมีอารมณ์ความรู้สึก  มีความคาดหวัง ผิดหวัง สมหวัง  ดีใจเสียใจ  บางครั้งก็สุขุมนุ่มลึกมีเหตุมีผล  บางครั้งก็ทำอะไรด้วยความขาดสติ  บ้าคลั่ง...โลภอยากได้  กลัวตกใจสุดขีด...

...และแล้วผมจะมาพูดถึงแนวคิดที่ 2 คือ การเงินเชิงพฤติกรรม ซึ่งมองว่ามนุษย์มีอติบางอย่าง(Cognitive Bias) ทำให้มองโลกบิดเบี้ยวไปจากความเป็นจริง...ซึ่งส่งผลต่อพฤติกรรมที่ไม่สมเหตุสมผล...

2. การเงินเชิงพฤติกรรม (Behavioral finance)

บิดาแห่งศาสตร์นี้คือ...Danial Kahneman และ Amos Tversky ซึงเป็น Cognitive psychologist การเงินเชิงพฤติกรรมเป็นแนวคิดที่ใช้ปัจจัยทางสังคม ความคิดและอารมณ์ของมนุษย์มาทำความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องเงินๆทองๆของแต่ละบุคคล  เป็นการผสมผสานระหว่างความคิดและพฤติกรรม (Behavioral and cognitive psychology) เข้ากับเศรษฐศาสตร์และการเงินเพื่ออธิบายว่า...ทำไมบางครั้งมนุษย์จึงตัดสินใจด้านเงินๆทองอย่างไม่สมเหตุสมผล... ซึงแนวคิดเรื่องตลาดมีประสิทธิภาพอธิบายเรื่องนี้ไม่ได้

ในโลกแห่งความจริงมนุษย์ทำพฤติกรรมที่ไม่สมเหตุผลมากมาย...ตัวอย่างเช่น  การที่คนจำนวนมากเล่นหวย ซื้อลอตเตอรี่...ทั้งที่โอกาสถูกมีแค่ 1/1000 หรือ 1ในล้าน ... แต่ก็ยังมีคนมากมายที่เสียเงินนับไม่ถ้วนไปเพื่อโอกาสอันน้อยนิด...บางคนซื้อลอตเตอรี่ทั้งชีวิตไม่เคยถูกเลยก็มี...

ความไม่สมเหตุผลของพฤติกรรมเหล่านี้มีที่มาจากความลำเอียงของมนุษย์ (Cognitive bias)ซึ่ง มีดังนี้ (ขอให้สำรวจตัวเองด้วยนะครับว่ามีบ้างหรือเปล่า?)

1. Overconfidence ความมั่นใจเกินไป...

James Montier ได้ทำการศึกษาหัวข้อ “Behaving badly” ในปี 2006 โดยเก็บข้อมูลจากผู้จัดการกองทุนมืออาชีพ...พบว่ามี 74% จากผู้จัดการกองทุน 300 คน เชื่อว่าตัวเองมีความสามารถเรื่องงานเหนื่อกว่าค่าเฉลี่ย...ที่เหลือ 26% มองว่าตัวเองพอๆกับค่าเฉลี่ย...นั่นคือ 100% คิดว่าตัวเองเท่ากับหรือเหนือกว่าค่าเฉลี่ย...ซึ่งในความเป็นจริงแล้วคนที่จะอยู่เหนือค่าเฉลี่ยได้มีเพียง 50%เท่านั้น... และนี่คือความมั่นใจที่มากเกินไปไม่สมเหตุผลตามความจริง...

มีเส้นบางๆเทานั้นที่แยกระหว่างความมั่นใจในตัวเอง(Confidence) กับความมั่นใจเกินไป(Overconfidence)... คนที่มีความเชื่อมั่นในตัวเองจะเชื่อมั่นในความสามารถตัวเองตามความเป็นจริง... ขณะที่คนที่มั่นใจเกินไป...จะมองโลกในแง่ดีมากๆและมองความสามารถตัวเองว่าดีมากกกกกก(ซึ่งเกินจริง) สามารถควบคุมสถานการณ์ทุกอย่างได้หมด...(..เออ เอ็งเก่ง บ้าเข้าไปให้พอ 555)

ในตลาดหุ้นมีคนที่มั่นใจในตัวเองแบบเว่อร์ๆอยู่มากมาย...คนเหล่านี้จะไม่ค่อยมองเรื่องความเสี่ยง...มักจะซื้อขายบ่อยๆ...พยายามซื้อให้ต่ำที่สุดขายให้สูงที่สุด...คิดว่าตัวเองกะจังหวะเวลาซื้อขายได้ดีกว่าคนอื่นๆ  คิดว่าตัวเองคาดเดาดัชนีได้... เรามักจะเห็นนักลงทุนกลุ่มนี้ได้ผลตอบแทนต่ำกว่าตลาดหรืออาจจะถึงกับขาดทุน...

เวลาผมเจอนักลงทุนมั่นใจเว่อร์ๆแบบนี้ผมจะฟังอย่างเดียวและจะไม่พูดอะไรไปขัดใจหรือตักเตือนใดๆ...

ความมั่นใจเป็นสิ่งที่นักลงทุนควรมี...แต่ Overconfidence เป็นสิ่งที่ควรแก้ไข... เพราะอคตินี้ทำให้เรามองตัวเองผิดไปจากความจริง... เราจะเล่นหุ้นแบบเสี่ยงๆมากขึ้น  ซึ่งถ้าผลออกมาไม่เป็นไปตามที่คิด...เราก็ไม่มีแผนรับมือเพราะไม่เคยมองความเสี่ยงเลย...ได้แต่ยืนดูสุดท้ายก็ขาดทุน... การมองตัวเองตามจริงจะเห็นว่าเรามีจุดดีอะไรที่ควรส่งเสริม...และเห็นข้อบกพร่องที่ควรพัฒนาให้ดีขึ้น...แล้วนักลงทุนจะพัฒนาตัวเองต่อไปได้ตามจริง...

ผมเองยิ่งเรียนรู้ตลาดหุ้นยิ่งพบว่าตัวเองยังไม่รู้อะไรอีกมากมาย  ทักษะการคิดการมองแนวโน้มก็ยังต้องฝึกฝนอีกเยอะแยะ... ผมไม่เคยเอาผลตอบแทนไปอวดสาธารณะชนเพื่อให้ตัวเองย่ามใจจนไม่เป็นอันพัฒนาตัวเอง  (แต่การโชว์ผลตอบแทนก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายถ้าเป็นไปเพื่อการเรียนรู้นะครับ)... ผมเป็นนักลงทุนรายย่อยคนนึงในตลาดที่มีคนเก่งๆมากมาย  สิ่งที่เราทำได้คือรับฟังความเห็นของผู้อื่น  อ่อนน้อมถ่อมตน  เชื่อมั่นในความสามารถตัวเองตามจริง.. .ฝึกคิดอย่างมีเหตุมีผล...ไม่หยุดที่จะเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง...

ชาล้นถ้วย...คงไม่สามารถรับอะไรใหม่ๆเข้าไปได้จริงไหมครับ...            

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า..เราจะต้องดูถูกตัวเองหรือ Underestimate ตัวเองนะครับ...เราต้องชื่นชมความสามารถตัวเองตามจริงด้วย  ใครชมก็ให้รับไว้และขอบคุณ  แล้วมามองว่าคำชมนั้นเราคิดว่าจริงใหม...ทำอย่างไรจึงจะดีขึ้นไปอีก... ใครวิจารณ์(หรือดูถูก)ก็ทบทวนดูว่าจริงไหม...ถ้าไม่จริงก็ไม่ต้องไปสนใจ  ถ้ามีเค้ามูลอยู่บ้างก็ต้องรีบแก้ไข...

ผมอยากบอกว่า...แท้ที่จริงแล้วศัตรูที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือ...ตัวเราเองนั่นแหละ...

เรื่องการเงินเชิงพฤติกรรมยังมีตอนต่อนะครับ...(อคติแบบอื่นๆ)

ปล.  ทิ้งท้าย...

โลกของตลาดทุนนั้นไม่เหมือนกับวงการอื่นๆ...เช่น ถ้าคุณอายุมาก ร่างกายแข็งแรง  มีตำแหน่งทางวิชาสูงๆ (เช่น ศาสตราจารย์...)  มีวุฒิการศึกษาสูงๆ...มีเครือข่ายมาก  บุคลิกภาพดี  คุณมีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จในอาชีพการงานสูง  ผู้คนมีแนวโน้มที่จะเชื่อถือและฟังคุณ ...แต่โลกของตลาดทุนนั้นไม่ใช่ ...การประสบความสำเร็จในการลงทุน  ใบปริญญามากมาย  ตำแหน่งวิชาการ  มีเพื่อนมากมาย... ไม่ได้เป็นสิ่งบอกได้เลยว่าคุณจะประสบความสำเร็จในการลงทุน...นี่คือโลกแห่งความสามารถล้วนๆ... สิ่งที่บ่งบอกตัวตนของคุณในตลาดทุนนั้นมีแต่ฝีมือการลงทุนเท่านั้น...สิ่งที่คุณกำลังเผชิญหน้าคืออนาคตและแนวโน้มที่ไม่มีใครรู้  ไม่มีสูตรสำเร็จตายตัวแบบที่อ่านได้ในหนังสือวิชาการแบบอาชีพอื่นๆ...

ต้องลงทุนในตัวเองครับ...

พฤติกรรมมนุษย์และตลาดทุน (ตอนแรก)

ในซีรีย์นี้จะมี 4 ตอนนะครับ  จะพูดถึงแนวคิดดังต่อไปนี้ 1. แนวคิดตลาดมีประสิทธิภาพ 2. การเงินเชิงพฤติกรรม 3. หลักปฎิกิริยาสะท้อนกลับ 4. การเจริญสติกับการลงทุน

เริ่มต้นด้วยความที่ตัวผมเป็นจิตแพทย์(แพทย์ประจำบ้าน)และนักลงทุนจึงได้มีความคิดที่จะนำเรื่องจิตใจมาประยุกต์ใช้ในการลงทุน รวมถึงการเข้าใจจิตใจของมนุษย์ให้มากขึ้นผ่านเส้นการลงทุน ทั้งจิตใจและพฤติกรรมของตัวผมเองและมนุษย์ทั่วๆไปในสังคม... (เผื่อท่านอาจารย์จะได้ไม่ว่าผมไม่ขยันเรียนด้วยเพราะผมกำลังศึกษาเรื่อง Cognitive and behavioral psychology through financial and stock market 555)

เพราะอะไรผมถึงพยายามเอาจิตใจมนุษย์มาเกี่ยวข้องกับเรื่องการลงทุนล่ะ...อันนึงเป็นรูปธรรมอีกอันเป็นนามธรรมจับต้องไม่ได้ไม่เห็นจะเกี่ยวข้องกันเลย...

แต่ขอบอกเลยครับว่า...เกี่ยวกันอย่างมาก...เพราะเงินเป็นสิ่งสมมุติ  เงินคือเศษกระดาษด้วยตัวของมันเอง  การให้ค่าของเงินว่ามีเท่าไรผู้ที่ให้ค่าของมันคือมนุษย์ (น่าตลกที่ตอนหลังมนุษย์บางคนกลับตกเป็นทาสของสิ่งที่คิดขึ้นมาซะเอง) แม้แต่สินทรัพย์อื่นๆก็เช่นกัน...มนุษย์คือผู้ที่กำหนดคุณค่าและราคา ตามกลไปการตลาด ผู้ที่ใช้สินค้าก็คือมนุษย์ (แม้จะใช้ในสัตว์หรือสิ่งของก็เป็นสิ่งที่มนุษย์นำไปใช้และจะต้องเกี่ยวข้องทางใดทางหนึ่งกับมนุษย์อยู่แล้ว...) ความต้องการสินค้าในตลาด (Demand) ก็เกิดขึ้นโดยมนุษย์.... การจัดหาสินค้าเพื่อตอบสนองความต้องการของมนุษย์ (Supply) ก็เกิดจากมนุษย์เช่นกัน...แม้แต่การลงทุนเพื่อรักษาสภาพแวดล้อมของโลกก็เกิดจากการตอบสนองความคิดความเชื่อของมนุษย์นั่นเอง และอื่นๆอีกมากมาย

ดังนั้น...ถ้าเราจะเข้าใจตลาดเงินตลาดทุนอย่างลึกซึ้งเราจำเป็นที่จะต้องเข้าใจมนุษย์...ที่สำคัญที่สุดคือเข้าใจตัวเราเอง...

ในทางจิตวิทยา...การเริ่มต้นของพฤติกรรมนั้นมีรากฐานมาจากความคิดและอารมณ์ (Thought and feeling) ซึงมาจากความเชื่อ(Core believe)อีกที แล้วจึงแสดงออกมาทางพฤติกรรมตามสถานการณ์ที่มนุษย์คนนั้นได้รับรู้... ดังนั้นการที่จะเข้าใจพฤติกรรมของคนในตลาดจึงต้องมีที่มาจากการเข้าใจความเชื่อ การรับรู้ ความคิด และอารมณ์ของมนุษย์... Aaron  Beck จิตแพทย์นามอุโฆษชาวอเมริกัน...พูดถึงการตอบสนองต่อเหตุการณ์เดียวกันของมนุษย์ว่ามีความแตกต่างกันขึ้นอยู่กับการแปลผลและมุมมองของบุคคลต่อสถานการณ์ดังกล่าว...เช่น หุ้นตกอย่างมากคนนึงอาจจะมองว่าแย่แล้วหายนะแล้ว...อารมณ์หงุดหงิด กระวนกระวาย  อีกคนอาจจะมองว่า..ช่างโชคดีจริงๆ...นี่คือโอกาสที่เขาเฝ้ารอมานานแล้ว เป็นต้น

สิ่งที่กระตุ้นสมองส่วน limbic system (ทำงานเกี่ยวกับสัญชาตญาณการอยู่รอดและเรื่องอารมณ์) อย่างมากนอกจากเรื่องเพศ ความตาย ...ก็คือเรื่องเงิน  ดังนั้นมนุษย์มีแนวโน้มที่จะทำพฤติกรรมที่ไม่สมเหตุผล(Irrational behavior) กับเรื่องเงินเนื่องจากการเอาอารมณ์มาเป็นส่วนสำคัญในการตัดสินใจ...

เงิน นั้นเป็นสิ่งที่มนุษย์ในอดีตกาลคิดค้นขึ้นมา...จากเดิมเราเอาข้าวไปแลกปลา เราเอาขนมปังไปแลกเสื้อผ้า โดยอาจจะมีอัตราส่วนตามที่คนที่แลกกันยอมรับหรือสังคมโดยรวมเป็นผู้กำหนด...วิธีนี้อาจจะยุ่งยากเพราะต้องพกของไปไหนมาไหนด้วย.... มนุษย์จึงมีการคิดตัวกลางในการแลกเปลี่ยนคือ เงิน นั่นเอง...ซึ่งโดยตัวเงินอาจจะไม่ได้มีค่าอะไรแต่มนุษย์สมมุติให้มันมีค่าขึ้นมา... สมัยเด็กๆป.4-ป.5ผมเคยถามเพื่อนว่าถ้าให้มีเงินกับให้สามารถได้สิ่งที่ต้องการตามปรารถนาได้จะเลือกอะไร เพื่อนผมคนนั้นเลือกเงิน...แต่ผมเลือกสิ่งที่ผมอยากได้โดยตรงเพราะผมมองว่าเงินซื้อไม่ได้ทุกสิ่ง ยกตัวอย่างเช่น... เงินซื้อหนังสือได้ แต่การลงทุนลงแรงอ่านและวิเคราะห์ ฝึกฝนทักษะในการนำความรู้ไปใช้นั้น  เงินทำไม่ได้  เราต้องเป็นผู้ลงทุนลงแรง...

ฝีมือในการลงทุนนั้นเงินก็ซื้อไม่ได้...ต้องอาศัยการฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง...

ในโลกของการลงทุนมี 3 แนวคิดหลักๆ...ที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมของคนในตลาด

1. ทฤษฎีตลาดมีประสิทธิภาพ (Efficient Market theory)

ถูกอธิบายครั้งแรกโดยนักคณิตศาสตร์ชาวฝรั่งเศสชื่อว่า Louis Bachelier (ไม่กล้าแปลเป็นไทย...เด๋วออกเสียงผิด) ทฤษฎีนี้บอกว่า...Financial markets  are "informationally efficient" ตลาดเงินตอบสนองต่อข้อมูลที่ได้รับอย่างรวดเร็ว เป็นแหล่งรวมข่าวสารที่มีผลกระทบและตอบสนองต่อทุกอย่างที่เข้ามาอย่างมีประสิทธภาพ... ยกตัวอย่างเช่น ตลาดหุ้น ในราคาหุ้นนั้นรวมทั้งข่าวดีและข่าวร้ายไว้หมดแล้ว จึงไม่มีทั้งความถูกหรือความแพงในขณะนั้น เป็นราคาที่เหมาะสม...คนที่เห็นว่าน่าซื้อก็ซื้อคนที่เห็นว่าน่าขายก็ขายออกไป...ตลาดถือว่าคนส่วนใหญ่รับรู้ข่าวสารเท่ากันหมด... ความเห็นของคนส่วนใหญ่คือความเห็นที่ถูกต้อง

ทฤษฎีนี้ถูกขยายความโดย  Eugene Fama โดยเขาตั้งสมมุติฐานว่าต้องมีปัจจัยเหล่านี้ตลาดจึงจะมีประสิทธิภาพ...1. นักลงทุนมีความรู้ความสามารถในการวิเคราะห์เศรษฐกิจและหุ้น 2.  นักลงทุนทุกคนสามารถเข้าถึงข้อมูลที่ถูกต้องได้ง่ายและรวดเร็วในต้นทุนที่ต่ำ (ไม่มีพวกวงใน) 3. ปัจจัยต่างๆที่เข้ามากระทบจะเป็นลักษณะสุ่ม (Random) ทั้งข่าวดีและข่าวร้าย 4. นักลงทุนตอบสนองต่อข้อมูลที่ได้อย่างรวดเร็วแม่นยำ ทำให้ราคาตอบสนองทันที (เรียกว่าเปิดตลาดมาเจอ Fair value กันเลยทีเดียว 555)

สมมุติฐาน Random walk(รอยเท้าคนเมา...) พูดถึงราคาในตลาดเงินตลาดทุนว่าเคลื่อนไหวแบบสุ่ม...คาดเดาไม่ได้

Fama แบ่งความมีประสิทธิภาพของตลาดออกเป็น 3 ระดับ 1. Strong form 2. Semi strong form 3. Weak efficiency ซึงระดับการตอบสนองต่อข้อมูลข่าวสารก็จะลดหลั่นกันไป...

เป็นแนวคิดที่ได้รับความเชื่อถืออย่างมากในปัจจุบันในหมู่นักการเงิน นักลงทุน  ...ตามทฤษฎีนี้การได้ผลตอบแทนชนะตลาดถือว่าเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก...ยกเว้น...โชคดี

แนวคิดนี้เชื่อในมุมมองของคนส่วนใหญ่...ซึ่งก็มีข้อมูลสนับสนุนมากมาย  เช่น  กองทุนแบบ active fund ที่ซื้อๆขาย เอาชนะผลตอบแทนของกองทุนดัชนีได้ไม่กี่กองเท่านั้น... หรือ ราคาหุ้นมีการตอบสนองต่อข่าวอย่างรวดเร็ว นักลงทุนจะรอให้ข่าวดีออกมาก่อน รอผลประกอบการสวยๆก่อน แล้วค่อยซื้อนั้นมักจะได้ราคาแพงที่ตอบสนองต่อข่าวดีไปแล้ว... รวมถึงดัชนีตลาดหุ้นคาดเดาไม่ได้อีกด้วย

นักลงทุนแนวปัจจัยพื้นฐานหลายๆคนปฎิเสธแนวความคิดนี้บางส่วน...Warren Buffet นักลงทุนแนวปัจจัยพื้นฐานหมายเลขหนึ่งของโลกบอกว่า... I’d be a bum on the street with a tin cup if the markets were always efficient ...ผมคงต้องไปถือถ้วยขอทานข้างถนนถ้าตลาดมีประสิทธิภาพตลอดเวลา... จากคำพูดนี้แสดงให้เห็นว่าบัฟเฟตไม่เชื่อว่าตลาดมีประสิทธิภาพ”ตลอดเวลา” ...แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธแนวคิดเรื่องตลาดมีประสิทธิภาพเช่นกัน  เพียงแต่”บางเวลา”ตลาดก็ทำพฤติกรรมที่ไร้เหตุผลออกมา...

การปฎิเสธแนวคิดตลาดมีประสิทธิภาพอย่างสิ้นเชิงเป็นสิ่งที่อันตรายมาก...เพราะเราอาจจะประมาท ...เช่นมีข้อมูลข่าวสารบางอย่างที่เราอาจจะยังไม่รู้แต่ตลาดรู้หรือเราอาจจะวิเคราะห์ได้ไม่ถูกเท่ากับคนส่วนใหญ่...ถ้าหุ้นลงมากยิ่งซื้อ...จริงๆปัจจัยพื้นฐานอาจจะเปลี่ยนโดยที่เราไม่ทราบ ถ้าหุ้นขึ้นมากๆก็ขายทั้งๆที่ปัจจัยพื้นฐานอาจจะเปลี่ยนดีขึ้นมากๆโดยที่เราไม่ทราบ  ยิ่งปัจจุบันนักลงทุนแต่ละคนมีความรู้ความสามารถ  ผู้จัดการกองทุนของต่างชาติและไทยล้วนแต่เป็นหัวกะทิจากมหาวิทยาลัยชื่อดังและถูกฝึกฝนมาอย่างดีแล้ว...ข้อมูลข่าวสารก็มากและรวดเร็วกว่านักลงทุนรายย่อยมากมายและเป็นผู้คุมเงินส่วนใหญ่ในตลาด...รายย่อยเองตอนนี้นักลงทุนเก่งๆที่ทำการบ้านศึกษาวิเคราะห์ก่อนซื้อขายด็มีมากขึ้นเรื่อยๆ...ดังนั้น อย่าละเลยแนวคิดเรื่องตลาดมีประสิทธิภาพ...
เหตุการณ์ที่ขัดแย้งกับแนวคิดเรื่องตลาดมีประสิทธิภาพนั้นมีอยู่มากมาย เช่น...การที่คนวงใน เช่น เจ้าของบริษัทรู้ข่าวก่อน  การเกิดฟองสบู่และการตกต่ำจากฟองสบู่แตก...(Boom and burst bubble cycle) EMT อธิบายเรื่องเหล่านี้ไม่ได้...

และแน่นอนครับ...ผมก็เชื่อว่าตลาดไม่ได้มีประสิทธิภาพตลอดเวลาหรอก...ไม่อย่างนั้นผมก็เลิกลงทุนเองไปซื้อกองทุนดัชนีดีกว่า...สบายอีกต่างหาก 555  ผมแค่ไม่ประมาทเท่านั้นเอง  และเตือนให้นักลงทุนให้ระวังความมั่นใจที่มากเกินไป(Overconfidence) ซึ่งจะอธิบายในบทต่อไปครับ...

ติดตามตอนต่อไปนะครับ...

ปล. ในตอนสุดท้ายของseries ผมจะแถมเรื่องการพัฒนาจิตใจสำหรับนักลงทุนเพื่อเพิ่มผลตอบแทนทั้งตัวเงินและความสุขด้วยครับ...

Mind investing blog

ตอนแรกที่เขียน blog ผมเองก็ไม่รู้ว่าจะตั้งชื่อ blog ว่าอะไรดี? ด้วยความที่อยากจะให้เป็น blog ที่เกี่ยวกับการลงทุน ก็เลยไม่อยากจะเอาชื่อตัวเองเป็นชื่อ blog ...สุดท้ายจึงเลือกชื่อ “Mind investing blog” เนื่องจากผมมีความเชื่อว่า...ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนแต่เริ่มต้นจากจิตใจ ตลาดหุ้นคือภาพสะท้อนของจิตใจของคนในตลาดหุ้นและในเศรษฐกิจ รวมถึงยังมีความหมายในการลงทุนในตัวเองอีกด้วย (ในเชิงความคิด จิตใจ)

เหตุผลที่ผมมาเขียน blog  เพราะมีรุ่นน้องมือเซียนได้แนะนำว่าผมควรเก็บงานเขียนไว้ใน blog ผมก็เลยลองเขียนดู เพื่อเป็นการแบ่งปันกับคนอื่นๆทีสนใจเรื่องการลงทุนด้วย โดยเนื้อหาใน blog ผมจะเขียนเกี่ยวกับเรื่องดังต่อไปนี้...

1.การลงทุนหุ้นเติบโต (Value growth investing)
2.จิตวิทยาการลงทุน (Behavioral finance, Psychology)
3.การพัฒนาตนเอง (Self development)
4.เรื่องอื่นๆ เช่น พฤติกรรมผู้บริโภค, การตลาด, เทคโนโลยี, ฟิสิกส์, เศรษฐศาสตร์มหภาค, ดนตรี ...ฯลฯ แล้วแต่ว่าผมอยากจะเขียนอะไร 555+

ขอขอบคุณบุคคลเหล่านี้...
- พ่อ แม่ ผู้มีพระคุณสูงสุด ผู้เป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตที่เน้นคุณค่าที่แท้จริง และเป็นครูด้านธุรกิจคนแรกของผม
- ผู้ใหญ่ที่ผมเคารพที่เคยเล่าให้ฟัง ผู้ซึ่งเป็นคนเปลี่ยนทัศนคติจากเดิมที่เคยมองว่าตลาดหุ้นน่ากลัว ทำให้ผมกล้าลงทุนในปี 2009 และได้ค้นพบสิ่งที่ผมรัก
- วอร์เรน บัฟเฟต อาจารย์ผู้ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจ เป็นแบบอย่างในการลงทุน และการดำเนินชีวิตแบบพอเพียง
- ปีเตอร์ ลินส์ อาจารย์ผู้เป็นแนวทางการลงทุนในหุ้นโตเร็วที่ผมใช้อยู่ในปัจจุบัน
-  หนังสือของ ดร. นิเวศ และคุณ สุมาอี้ แม้ว่าผมจะไม่รู้จักพวกท่านเป็นการส่วนตัว แต่หนังสือของพวกท่านก็ช่วยเปิดมุมมองเรื่องการลงทุนให้กับผมได้อย่างมากมาย

- น้องโบว์ ที่เสียสละเวลาช่วยรับฟังและให้คำแนะนำในเรื่องหลักการลงทุนและให้ความเห็นวิจารณ์การวิเคราะห์หุ้นรายตัวของผม

หากไม่มีบุคคลเหล่านี้คงจะไม่มีผมในวันนี้ ผมก็คงจะเป็นแค่แมงเม่าตัวนึงที่อาจจะได้กำไรมาแบบฟลุ๊คๆและหมดตัวในเวลาต่อมา แล้วสาปแช่งตลาดหุ้นเหมือนหลายๆคน ขอบคุณจากใจครับ -/\-

แม้ว่าผมเองจะไม่มีอาจารย์ ไม่มีเซียนที่เป็นตัวเป็นตนเหมือนคนอื่นที่คอยสอนเรื่องหุ้นตั้งแต่เริ่มต้นและคอยบอกใบ้หุ้นให้ แม้ว่าผมจะเคยน้อยใจว่าผมโชคไม่ดีเท่าคนอื่นๆ แต่ตอนนี้ผมไม่คิดอย่างนั้นแล้ว

...เพราะผมไม่มีอาจารย์ ผมจึงขวนขวายพัฒนาตนเอง
...เพราะผมไม่มีอาจารย์ ผมจึงเรียนรู้ที่จะเป็นที่พึ่งให้กับตนเองและผู้อื่นมากกว่าจะรอคอยการช่วยเหลือ
...เพราะผมไม่มีอาจารย์ ผมจึงไม่หวั่นไหวไปกับสิ่งรอบข้างและฟังเสียงจากใจตนเองมากกว่าจะฟังตลาดหรือฟังเซียน
...เพราะผมไม่มีอาจารย์ ผมจึงอยากจะเป็นอาจารย์เรื่องการลงทุนให้กับคนอื่นๆ โดยสอนแบบไม่คิดสตางค์แม้แต่บาทเดียวจากนี้และตลอดไป เพื่อให้คนอื่นๆได้มีโอกาสที่แบบผมไม่เคยมี

(สำหรับคนที่มีอาจารย์เป็นตัวเป็นตน มีคนคอยแนะนำ มีคนคอยบอกหุ้น ผมขอแสดงความดีใจด้วยครับ^^)

ขอบคุณทุกๆคนที่อ่าน blog และฟังผมการสอนเรื่องการลงทุน ทำให้ผมมีกำลังใจที่เขียน blog และสอนเรื่องหุ้นและการลงทุนต่อไปเรื่อยๆ Feedback ที่ได้รับไม่ว่าจะทางบวกหรือทางลบ ผมจะนำไปปรับปรุงและพัฒนาตนเองต่อไป

Keep Moving --- ลุย!!!  

วันเสาร์ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2554

แนวทางการลงทุนของผม (ตอนจบ)

แนวทางการลงทุนของผม (ตอนจบ)

โดย พงศกร 
ผมตั้งใจเขียนบทความนี้ขึ้นมาเพื่อแชร์ประสบการณ์อันน้อยนิดในตลาดหุ้น ผมเองยังต้องเรียนรู้และฝึกฝนอีกมาก การเขียนบทความนี้เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจผมว่าตอนนี้ผมยืนอยู่ที่จุดไหน ใช้หลักการข้อใดในการลงทุน ไม่ได้มีเจตนาจะอวดอ้างความสามารถของตัวเองใดๆทั้งสิ้น เพราะการทำแบบนั้นไม่เกิดประโยชน์ในการพัฒนาตนเองเลย และไม่เกิดประโยชน์กับผู้อ่านเช่นกัน
7. ความเสี่ยงของหุ้นเติบโต
การที่บริษัทอยู่ในอุตสาหกรรมที่มีการเติบโต ย่อมมีการดึงดูดให้ผู้เล่นรายใหม่สนใจอยากจะทำธุรกิจแบบเดียวกันบ้างเพราะดูมีอนาคต ทำให้อุตสาหกรรมที่กำลังเติบโตมีการแข่งขันสูง อาจจะมีการลดราคาขายสินค้าแข่งกันเพื่อแย่งส่วนแบ่งการตลาด สุดท้ายแล้วอุตสาหกรรมโดยรวมเติบโตขึ้นก็จริงแต่ไม่มีธุรกิจใดเลยที่ได้ประโยชน์

ถ้าจะสรุปความเสี่ยงของหุ้นเติบโตจะมีดังนี้
7.1 คู่แข่งรายใหม่เข้ามาแย่งสวนแบ่งการตลาด
การมีผู้เล่นมากๆอาจจะเกิดสงครามราคาได้ ดังนั้นเราจึงควรเลือกหุ้นเติบโตที่มีความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว(DCA) เพื่อป้องกันความเสี่ยงข้อนี้ ยิ่งถ้าเป็นอุตสาหกรรมที่มีคู่แข่งขันน้อย (Low competition)เนื่องจากคู่แข่งรายใหม่เข้ามาลำบากยิ่งดี เช่น บริษัทขนาดใหญ่ต้องใช้เงินลงทุนสูงไม่ใช่ว่าใครมีเงินก็เข้ามาทำได้ง่ายๆ บริษัทที่เป็นธุรกิจสัมปทานซึ่งต้องอาศัยความสัมพันธ์ที่ดีกับภาครัฐ ธุรกิจที่ต้องอาศัยความสามารถเฉพาะด้าน เช่น โรงพยาบาล ที่ไม่ใช่ว่าใครมีเงินก็ทำได้เลย อย่างไรก็ตามในระยะยาวถึงจะมี barrier of entry ที่ดีอย่างไรก็ตาม ผมก็คิดว่าการมีความสามารถในการแข่งขันระยะยาวจะดีที่สุดเพราะสุดท้ายเราไม่มีทางหลีกเลี่ยงการแข่งขันได้ตลอดไปในระบบทุนนิยม

7.2 การเติบโตทำไม่ได้อย่างที่คาดหวัง
เนื่องจากการเติบโตของรายได้ไม่ได้เป็นไปตามเป้าเสมอไปเพราะมีหลายปัจจัยที่มีผลต่อการขาย ยิ่งการประกาศงบรายไตรมาสทำให้นักลงทุนที่เก็งงบเกิดการผิดหวังและเทขายหุ้นออกมา ทั้งที่จริงๆแล้วภาพรวมในปีต่อปีจะมีการเติบโตที่สูงก็ตาม เนื่องจากบางธุรกิจมีปัจจัยเรื่องฤดูกาลเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น ธุรกิจท่องเที่ยว รวมถึงในเรื่องหุ้นนั้นมีปัจจัยเชิงจิตวิทยาเข้ามาเกี่ยวข้องมาก เติบโตไม่เท่าที่คาดหวังหุ้นก็ลงแรงได้ ดังนั้นควรประเมินความคาดหวังของตลาดร่วมไปด้วย และมองภาพรวมในแต่ละปีมากกว่าการเก็งกำไรรายไตรมาส แต่ควรดูงบทุกไตรมาสเพื่อดูตัวเลขที่สำคัญๆทางบัญชี เช่น การบริหารจัดการเงินสด กระแสเงินสด การเพิ่มสินค้าคงเหลือเทียบกับการเพิ่มของต้นทุนขาย ตัวเลขหนี้สินทั้งเจ้าหนี้การค้าและเงินกู้จากสถาบันทางการเงิน การเพิ่มลูกหนี้การค้าเทียบกับยอดขาย กำไรขั้นต้น(Gross profit margin) การเพิ่มของต้นทุนเทียบกับยอดขาย ตัวเลขการเพิ่มของค่าใช้จ่ายในการขายและการบริหาร ยอดการเก็บหนี้-หนี้สูญ กำไรก่อนหักดอกเบี้ยและภาษี (EBIT) กำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษีและค่าเสื่อมราคา(EBITDA) และสุดท้ายอัตรากำไรสุทธิ (Net profit margin) การที่เราดูงบการเงินไม่ใช่ว่าให้ยึดติดกับตัวเลขที่เกิดขึ้นเพราะตัวเลขเหล่านี้เป็นอดีต สิ่งที่เราจะทำคือแปลงบการเงินเพื่อให้เห็นสิ่งที่บริษัทกำลังทำอยู่ว่าเป็นไปในแนวทางการเติบโตหรือไม่? นั่นคือเป็นข้อมูลที่บ่งบอกทิศทางของข้อมูลเชิงคุณภาพอีกที

นักลงทุนส่วนใหญ่จะให้ความสำคัญกับบรรทัดสุดท้าย (EPS) แล้วจะมีความสมหวังหรือผิดหวังกับตัวเลขบรรทัดนี้เป็นหลัก ดังนั้นจึงเป็นโอกาสของนักลงทุนที่มองงบการเงินและปัจจัยพื้นฐานระยะยาวที่จะเข้าไปคว้าโอกาส ไม่ว่าจะเป็นการซื้อหรือขายหุ้นได้

เนื่องจากการที่ตลาดมีความคาดหวัง เราควรซื้อหุ้นเติบโตตอนที่ตลาดตกใจกลัวหรือช่วงที่ราคาสะท้อนความผิดหวังอย่างรุนแรง เพราะช่วงนั้นราคาจะมีส่วนลด และในการประเมินมูลค่าเราควรใช้กรณีที่เป็นระดับ conservative เพื่อป้องกันการขาดทุน

7.3 การเติบโตที่รวดเร็วเกินไป
การเติบโตของบริษัทที่ดีจะใช้กำไรจากดำเนินงานมาลงทุน แต่ถ้าเติบโตเร็วมากๆอาจจะต้องเพิ่มทุน เพราะเงินสดไม่พอโดยเฉพาะกิจการที่ต้องใช้เงินลงทุนสูง และการเติบโตที่รวดเร็วมากไปอาจจะทำให้การบริหารได้ไม่ดี ไม่ทั่วถึง การรับพนักงานใหม่ๆจำนวนมากที่ไม่มีความสามารถ ทำให้คุณภาพของสินค้าและบริการตกลง ซึ่งถ้ากรณีเลวร้ายที่สุดอาจส่งผลต่อภาพลักษณ์ของบริษัทจนไม่อาจจะแข่งขันได้อีกเลย ดังนั้นผมจะดูว่าการเติบโตนั้นมีพื้นฐานรองรับหรือไม่ บริษัทมีวัฒนธรรมองค์กรอย่างไร ระบบการฝึกพนักงานและการควบคุมคุณภาพเป็นอย่างไร ถ้าบริษัทโตเร็วมากๆแต่โตอย่างมีคุณภาพผมถือว่าผ่าน แม้ว่าอาจจะต้องมีการเพิ่มทุนในกรณีเงินสดไม่พอ แต่ถ้าการเพิ่มทุนนั้นสามารถทำผลตอบแทนต่อเงินลงทุนก้อนใหม่มากขึ้น ก็ยังจัดว่าน่าลงทุนอยู่ แต่ถ้าการเพิ่มทุนนั้นบริษัทไม่ได้มีแผนการเติบโตที่เป็นไปได้ และผลตอบแทนต่อเงินลงทุนดูต่ำผมจะขายหุ้นทิ้ง   

7.4 การซื้อหุ้นเติบโตที่ราคาแพงเกินไป
ของดีแต่ราคาแพงมากๆก็ไม่น่าซื้อ ไม่ใช่การลงทุนที่ดี ดังนั้นควรซื้อหุ้นที่มีส่วนลดจากมูลค่าที่ประเมินไว้ (แต่ไม่ใช่การซื้อหุ้น low PE นะครับ คนละเรื่องกัน ถ้าจะซื้อก็คือหุ้น low forward PE)

8. การบริหารพอร์ต (Portfolio management)
8.1 จำนวนหุ้นในพอร์ต
ผมจะถือหุ้น 3-5 ตัวเท่านั้น ไม่ถือมากกว่านี้เพราะดูแลไม่ทั่วถึง เพราะกว่าจะวิเคราะห์ได้แต่ละบริษัทต้องใช้เวลาและข้อมูลจนประเมินภาพในอนาคตได้ ทำให้ผมดูหุ้นใน watchlist ได้ไม่มาก (เต็มที่สุดประมาณ 20-30 ตัว) รวมถึงผมไม่ใช่นักลงทุนอาชีพที่มีเวลาทั้งวัน ผมมีงานประจำที่ต้องทำและต้องทำให้ได้อย่างดีเยี่ยมด้วย ผมจึงให้เวลากับการลงทุนได้น้อยกว่านักลงทุนทั่วๆไป โดยผมจะแบ่งเวลามานั่งดูข้อมูลพื้นฐานของหุ้นที่ผมสนใจในตอนเย็นของวันธรรมดาและวันเสาร์อาทิตย์ ซึ่งนั่นก็นับได้ว่ามากที่สุดเท่าที่จะทำได้แล้ว และผมคิดว่าเท่านี้ก็เพียงพอแล้วเพราะผมให้เงินทำงานไม่ได้ทำงานเพื่อเงิน ควรจะใช้เวลาให้น้อยแต่มีประสิทธิภาพจะดีกว่า(แม้แต่การอ่านหนังสือเรียนผมก็ใช้หลักนี้) ยิ่งไปกว่านั้นการลงทุนในหุ้นจำนวนมากจะทำให้ผลตอบแทนใกล้เคียงกับตลาด ซึ่งสำหรับคนที่หวังจะชนะตลาดอย่างผม การลงทุนในหุ้นที่ดีที่สุดจำนวนน้อยตัวจะได้ผลมากกว่า ส่วนการลงทุนที่น้อยกว่าหุ้น 3 ตัวจะเสี่ยงเกินไป เสี่ยงกับการที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันกับบริษัทที่เราถืออยู่ซึ่งจะทำให้พอร์ตโดยรวมของเราลดลงอย่างรุนแรง เพราะไม่มีกำไรตัวอื่นมาช่วยเสริม ยิ่งไปกว่านั้นเราจะเสียโอกาสปรับพอร์ตเมื่อตลาดให้ราคาหุ้นของเราสูงหรือต่ำเกินไปอีกด้วย (ขายตัวแพงไปซื้อตัวถูก)

8.2 การคิดกำไรคาดหวัง
การศึกษาข้อมูลเชิงคุณภาพและปริมาณทั้งหมดเพื่อให้ได้ตัวเลข 4 ตัว 1. Upside ส่วนต่างราคาหุ้นที่เหมาะสมกับราคาปัจจุบันในการประเมินทั้ง 3 ระดับ ดูว่าเราจะได้กำไรแค่ไหน 2. Downside ส่วนต่างของราคาหุ้นปัจจุบันกับราคาหุ้นถ้าเกิดเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝัน ความเสี่ยงขั้นรุนแรง ดูว่าเราจะขาดทุนได้ขนาดไหน 3. Probability  ของ upside โอกาสที่หุ้นตัวนั้นราคาจะสูงขึ้น 4. Probability ของ downside โอกาสที่หุ้นตัวนั้นจะมีราคาลดลง

กำไรคาดหวังได้จากการคำนวณดังนี้... Expected profit = (upside x probability) – (downside x probability)

ยิ่งกำไรคาดหวังมากเท่าไร หุ้นยิ่งหน้าซื้อมากขึ้นเท่านั้น และกำไรคาดหวังยิ่งมากยิ่งควรถือหุ้นตัวนั้นในพอร์ตด้วยสัดส่วนที่สูง ตามหลัก Kelly’s formula

การหาค่าตัวเลขทั้ง 4 ตัว เราจำเป็นต้องเข้าใจข้อมูลทั้งเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณเป็นอย่างดี รวมถึงคิดตัวเลขไว้หลายแบบตามเหตุการณ์ที่เราคาดไว้ โดยเราอาจจะแยกย่อยได้ดังนี้

- ถ้า upside สูงแต่ probability ต่ำ ... หุ้นประเภทนี้โอกาสได้กำไรน้อยแต่ถ้าโชคดีจะได้กำไรมาก ดังนั้นควรถือหุ้นแบบนี้หลายๆตัวเพื่อเพิ่มโอกาสให้มากขึ้น แต่โดยส่วนใหญ่ผมไม่ได้ซื้อหุ้นกลุ่มนี้เพราะผมต้องการซื้อหุ้นน้อยตัว
- ถ้า upside ต่ำแต่ probability สูง ... หุ้นกลุ่มนี้ซื้อน้อยตัวได้แต่กำไรอาจจะไม่มากนัก
- ถ้า downside สูง probability ต่ำ ... หุ้นกลุ่มนี้ผมจะไม่ถือเพราะถึงโอกาสจะเกิดน้อยแต่ถ้าเกิดขึ้นมาจะเป็นอันตรายกับพอร์ตอย่างมาก
- โดยส่วนตัวผมจะพยายามเลือกหุ้นที่ upside สูง probability ของ upside สูง downside ต่ำ probability ของ downside ต่ำ ที่สุดเท่าที่ผมจะหาเจอ ดังนั้นการหาหุ้นดีๆในการเข้าลงทุนไม่ใช่ว่าจะหาเจอได้ทุกวัน บางทีเจอปีละตัวยังนับว่ามากเลย ต้องใจเย็นและรอคอยได้ ถ้าราคายิ่งลดจากตลาดตื่นตระหนกโดยที่กิจการยังดี ยิ่งเป็นการเพิ่ม upside และลด downside ไปโดยปริยาย โดยแต่ละครั้งที่เข้าซื้อถ้าเป็นไปได้ประเมินให้ probability ของ upside มากกว่า downside เสมอ (โอกาสหุ้นขึ้นมากกว่าหุ้นลง)

8.3 การปรับพอร์ต

การปรับพอร์ตเป็นสิ่งที่ควรทำเมื่อตลาดให้ราคาหุ้นของเราผิดไปมากๆ จนกำไรคาดหวังเปลี่ยนแปลง บางตัวกำไรคาดหวังลดและบางตัวกำไรคาดหวังเพิ่ม เราควรจะขายตัวที่กำไรคาดหวังลดมาซื้อตัวที่กำไรคาดหวังเพิ่ม แต่สิ่งที่เป็นไปได้ที่ควรทำคือ ทุกครั้งที่หุ้นของเราราคาลดลงหรือเพิ่มขึ้นแรงๆ ให้ประเมินว่าลงเพราะพื้นฐานเปลี่ยนหรือไม่ เพราะถ้าพื้นฐานเปลี่ยนต้องประเมินตัวเลขทั้ง 4 ตัวใหม่ กำไรคาดหวังจะเปลี่ยนไปด้วย การปรับพอร์ตโดยยึดตัวเลขที่ประเมินครั้งแรกโดยไม่ดูความเปลี่ยนแปลงตามเวลาอาจจะเกิดความเสียหายกับพอร์ตได้ รวมถึงไม่ควรปรับพอร์ตบ่อยเพราะจะโดนค่าคอมไปเยอะ ควรปรับเมื่อกำไรคาดหวังต่างกันมากๆจะดีที่สุด ช่วยให้ผลตอบแทนดีขึ้นมาก

9. การใช้จิตวิทยาการลงทุน

แนวคิดของ เบน เกรแฮม เนื่องนายตลาด (Mr. Market) เป็นแนวคิดที่ผมชอบมาก เพราะเบื้องของกระดานหุ้นที่ซื้อขายทางอินเตอร์เนตความเร็วสูงคือคน ต่อให้คนมีความรู้และรับรู้ข้อมูลข่าวสารเร็วแค่ไหน คนก็คือคนที่มีอารมณ์ความรู้สึกที่ทำให้การคิดเชิงเหตุผลแย่ลง มีสมหวังมีผิดหวัง มีการตอบสนองต่อเหตุการณ์ที่แตกต่างกัน ทำให้นักลงทุนที่มีเหตุผลฉกฉวยโอกาสในภาวะที่จิตใจของนายตลาดไม่ปกติได้ (โอกาสไม่ได้มาบ่อยๆ) แต่การที่มีวุฒิภาวะควบคุมอารมณ์ได้ดีใช่ว่าจะทำกันได้ง่ายๆ ต้องอาศัยการฝึกฝน ลดอคติในการลงทุน

แนวทางการฝึกฝนฝีมือของผม
ผมเองลงทุนมาได้แค่ 2 ปีเท่านั้น ประสบการณ์ในตลาดหุ้นยังน้อย ยังต้องฝึกฝนอีกมาก โดยผมมีแนวทางการฝึกตนดังนี้

1.การให้ การช่วยเหลือผู้อื่น
ผมมองอนาคตว่า...ผมอยากทำงานให้กับมูลนิธิที่ไม่หวังผลกำไร อยากใช้ความสามารถทั้งด้านการทำงานวิชาชีพแพทย์ให้กับสังคมให้กับเด็กๆซึ่งเป็นการสร้างพื้นฐานการเติบโตระยะยาวที่แข็งแกร่งให้กับประเทศ ทั้งในด้านการบริหารการเงินการลงทุนให้กับองค์กรช่วยเหลือผู้คนเหล่านี้ เพื่อที่เงินจากผู้มีจิตศรัทธาบริจาคจะได้ทำงานสูงสุด รวมถึงองค์กรเหล่านี้จะด้ไม่ขาดทุน อยู่ได้ด้วยตนเอง สร้างเงินทุนหมุนเวียนและเงินปันผลที่ใช้ในการดำเนินงานช่วยเหลือคนได้โดยไม่ล่มกลางทาง

ในความจริงการเก็บเงินไปลงทุน 100 เปอร์เซ็นต์ อาจทำให้พอร์ตผมโตเร็วสุดก็จริง แล้วค่อยไปให้คืนสังคมทีหลัง แต่ผมไม่ได้คิดแบบนั้น เพราะความจริงเราอาจจะตายเมื่อไรก็ไม่รู้ การให้คืนกับสังคมและการช่วยเหลือผู้อื่น นั่นคือความหมายของการมีชีวิตอยู่อย่างนึงของผม การให้ต้องทำในวันนี้ และให้กับคนที่เดือดร้อนตอนนี้ ไม่ใช่คนที่เดือดร้อนในอีก 20-30 ปีข้างหน้าตอนพอร์ตใหญ่แล้ว

เพราะเงินในพอร์ตก็เป็นเพียงตัวเลข ถ้าเราไม่ได้เอามาใช้ การใช้ที่ดีที่สุดคือให้กับคนที่ต้องการ ทั้งตัวเราเอง ครอบครัว สังคม นั่นคือการที่เงินของเราได้สร้างความสุขมากกว่าการกองอยู่ในพอร์ตขนาดใหญ่เฉยๆ

และที่สำคัญผมเชื่อว่า ยิ่งให้ยิ่งได้รับ ... แต่นั่นไม่ใช่ว่าเราจะให้แล้วจะขอให้โชคดี ขอให้รวย ความตั้งใจของการให้คือเพื่อช่วยเหลือผู้คนเพื่อทำประโยชน์อย่างแท้จริง แม้จะไม่มีใครรู้เห็นก็ตาม แต่ใจเรารู้ดีที่สุด และสภาพของจิตใจที่ปลอดโปร่งจากการให้จะทำให้เรามองเห็นโอกาสและวิเคราะห์หุ้นดียิ่งขึ้น รวมถึงไม่ทุกข์ร้อนมากเวลาหุ้นลง เพราะเรารู้ว่าความสุขที่แท้จริงไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขในพอร์ตแต่อยู่ที่ใจเรา

2. การใช้เวลาว่างในแต่ละวันอ่านข้อมูลพื้นฐานของบริษัท
ผมเองไม่ใช่คนที่มีเวลาว่างมาก ไม่ใช่นักลงทุนอาชีพ ผมเป็นคนที่งานประจำที่ต้องใช้สมาธิในการคุยกับคนไข้ ถ้าใจของผมแกว่งตามตลาดผมจะรักษาคนไข้ไม่ได้เลย นั่นทำให้ผมเลือกการลงทุนระยะยาวมากกว่าการลงทุนระยะสั้น แม้กำไรอาจจะไม่มากมายเท่านักเก็งกำไรก็ตาม

และเพราะผมชอบการลงทุน ผมจึงไม่รู้สึกว่าเป็นเรื่องเหนื่อย ไม่ใช่เรื่องลำบาก และการศึกษาวิเคราะห์คือการพักผ่อนจากงานประจำของผม

3. การอ่านหนังสือที่เกี่ยวธุรกิจและการลงทุน
โดยเฉพาะหนังสือการลงทุนแนวปัจจัยพื้นฐานทั้งภาษาไทยและต่างประเทศ  

4. การออกไปเที่ยว เดินห้างดูหนัง เที่ยวต่างประเทศ
อาจจะฟังดูแปลกว่าเกี่ยวอะไร แต่นี่คือการศึกษาพฤตกรรมผู้บริโภคและวิถีชีวิตผู้คนจากของจริง ทำให้เรามองทิศทางของธุรกิจและเศรษฐกิจโดยรวมและบริษัทที่เราสนใจลงทุนได้ดีเพราะเราสัมผัสเองโดยตรง แม้แต่โฆษณาบนรถไฟฟ้าที่หลายคนไม่ชอบผมก็ยังชอบดู เพราะการโฆษณาเป็นการสื่อสารระหว่างธุรกิจกับผู้บริโภค เช่น โฆษณาน้ำยาล้างห้องน้ำสำหรับแม่บ้านที่ไม่เปลืองแรงถู...พอดูไปก็จะมองเห็นว่า...ตอนนี้คนใช้หายาก คนไม่ค่อยเป็นคนไข้ตามบ้านไปอยู่อุตสาหกรรมอื่นที่เงินดีกว่า รวมถึงคนไหลออกไปทำงานต่างประเทศ แรงงานราคาถูกก็เป็นคนพม่าเข้ามาทำแทน สินค้าสำหรับแม่บ้านที่เป็นผู้หญิงทำงานแต่วันหยุดเป็นแม่บ้านจึงออกมา จะเห็นได้ว่าแค่โฆษณาเดียวแต่เรามองได้ลึกกว่านั้นมาก

5. การเขียนบทความ (แบบที่ผมกำลังทำอยู่)
เป็นการรวบรวมความคิดที่กระจัดจายในหัวเข้ามาให้เป็นรูปเป็นร่าง พอเขียนจบแล้วความคิดจะชัดเจนมากขึ้น รวมถึงอาจจะเกิดไอเดียใหม่ๆได้เวลาที่เขียน คนที่อ่านก็จะได้ประโยชน์จากการอ่านเช่นกัน เป็นการเรียนรู้แบบต่อยอดกันไปเรื่อยๆ

6. การเรียนภาษาต่างประเทศ และการเรียนเรื่องธุรกิจ
โดยเฉพาะภาษาจีน(ภาษาอังกฤษตอนนี้พอได้แล้ว) เพราะผมสนใจจะลงทุนในหุ้นจีนตั้งแต่ต้นปี 53 เพราะการเติบโตของประเทศยังมีศักยภาพอีกมาก แต่ขอพอร์ตเมืองไทยใหญ่กว่านี้อีกหน่อย รวมถึงการเรียน MBA เมื่อเรียนจบเฉพาะทางแล้ว

7. การจดบันทึกความผิดพลาดทุกครั้ง และเรียนรู้ที่จะไม่ทำผิดอีกเป็นครั้งที่ 2  

และนี่คือภาพรวมทั้งหมดของแนวทางการลงทุนของผมในตอนนี้ ซึ่งก็ต้องเรียนรู้และพัฒนาฝีมือไปเรื่อยๆ ในหนังสือ outliers ผู้เขียน คุณ Malcolm Galdwell ได้บอกถึงตัวเลขที่ต้องใช้ในการฝึกฝนเพื่อเป็นเลิศในด้านใดด้านหนึ่งว่า ใช้เวลา 10000 ชม. หรือประมาณ 7 ปี ดังนั้นผมต้องฝึกฝนตัวเองอีกอย่างน้อย 5 ปีถึงจะไปถึงจุดที่ผมหวังเอาไว้ นั่นคือการเป็น player ระดับ Top ของการลงทุนแบบหุ้นเติบโตและเป็นนักลงทุนข้ามชาติ  มีก๊วนนักลงทุนระดับสุดยอดไม่ต้องมีเยอะแค่ 4-5 คนก็พอ

และถ้าเรามีเป้าหมายแล้วเราพยายามอย่างฉลาด ผมเชื่อว่าไม่มีอะไรไกลเกินฝันแน่นอนครับ

และถ้าคนที่ลงทุนมา 2 ปีทำได้  คุณเองก็ทำได้เหมือนกันเชื่อผมสิ

วันอาทิตย์ที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2554

แนวทางการลงทุนของผม (ตอนที่ 2)

โดย พงศกร

สัปดาห์นี้เรามาคุยกันต่อนะครับ...

หลังจากที่เราได้บริษัทที่มีคุณสมบัติ 2 ใน 3 อย่าง โดยจะมีรูปแบบดังนี้
1. Growth story + DCA
2. Growth story + good Cash flow
หรือ 3. มีคุณสมบัติทั้ง 3 รูปแบบคือ...Growth story + DCA + good cash flow

ซึ่งจะเห็นได้ว่า ไม่ว่ารูปแบบใดก็ตามต้องมีการเติบโตของธุรกิจและอุตสาหกรรมเป็นหลัก (Growth story) แล้วจึงดูคุณสมบัติอย่างอื่นเพิ่มเติม

3. การประเมินโอกาสและความเสี่ยง (Opportunity and Risk evaluation)
ผมจะประเมินโอกาสก่อน เพื่อเลือกหุ้นที่น่าสนใจเข้ามาอยู่ใน Watch list  เพราะถ้ามองความเสี่ยงก่อนเราอาจจะกลัวจนไม่กล้าจะสนใจบริษัทไหนเลย...(หรือ อาจจะไม่กล้าลงทุนในหุ้น ไม่กล้าแม้แต่จะใช้ชีวิต ไม่กล้าแม้แต่จะเดินออกจากบ้านด้วยซ้ำ !!!) โดยการมองโอกาสผมจะมองเป็น 3 ระดับ

           3.1 ระดับ Conservative เป็นระดับการเติบโตที่บริษัททำได้อย่างแน่นอน โดยคิดจากกรณีที่บริษัทเผชิญกับปัญหาหรือความเสี่ยงที่เลวร้ายที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ (Worst case scenario)  (ความเสี่ยงพวกดาวหางวิ่งชนโลก มนุษย์ต่างดาวบุกโลกหรืออะไรที่มีโอกาสเกิดน้อยมากๆๆ ผมจะไม่เอามาคิดในกรณีนี้) ถ้าประเมินอนุรักษ์นิยมแล้วบริษัทยังมีการเติบโตได้อีกมาก รายได้และกำไรเพิ่มได้อีกมากจากปัจจุบัน บริษัทที่ผ่านการประเมินแบบนี้จัดว่าน่าลงทุนเพราะโอกาสขาดทุนน้อยมาก (ทั้งนี้ขึ้นกับราคาหุ้นที่เข้าซื้อด้วย ราคาที่เข้าซื้อต้องประเมินจากระดับ conservative เท่านั้น) การประเมินความเสี่ยงจะทำในขั้นตอนนี้ โดยต้องเขียนออกมาให้หมดว่ามีเหตุการณ์ใดบ้างที่จะเกิดขึ้นซึ่งเป็นความเสี่ยงของบริษัท เช่น มีสินค้าใหม่เข้ามาแข่งหรือมีคู่แข่งเข้ามาแข่งด้วย, บริษัทถูกควบคุมจากภาครัฐ, บริษัทประมูลงานไม่ได้ (ยกตัวอย่างเฉยๆ เพราะผมไม่ชอบหุ้น project based), สงครามราคา, ยอดขายไม่เป็นไปตามที่คาด (กรณีนี้เหมือนเป็นผลลัพธ์มากกว่า...แต่ผมจะเอาความคาดหวังของตลาดมาคิดเสมอ แล้วจะพูดในหัวข้อต่อๆไป) เป็นต้น โดยความเสี่ยงที่เกิดขึ้นต้องกระทบต่อพื้นฐานของบริษัทในระยะยาวจึงจะเป็นความเสี่ยงที่เรากลัวจริงๆ...กรณีที่เป็นความเสี่ยงชั่วคราวไม่ได้กระทบต่อพื้นฐานระยะยาวของบริษัท ผมมองว่าเป็นโอกาสเข้าซื้อมากกว่า

           3.2 ระดับ Fair เป็นระดับการเติบโตของรายได้และกำไรที่น่าจะเกิดขึ้นจริงตามความน่าจะเป็น เป็นระดับที่ผมใช้ประเมินมูลค่าเมื่อเข้าถือแล้วและกำหนดโซนถือไปถึงโซนขาย (Hold and Sell zone)

           3.3 ระดับ Advance เป็นระดับที่ดีที่สุดที่จะเกิดขึ้นกับบริษัท โดยเขียนออกมาให้ชัดเจนว่าอะไรคือสิ่งที่เป็นไปได้ที่ดีที่สุดที่จะเกิดขึ้น...เช่น การปรับปรุงโครงสร้างบริษัท, การควบรวมกิจการ, ยอดขายโตกว่าที่ตลาดคาดไว้มากๆ, บริษัทได้งานที่มูลค่าสูงมากๆ เป็นต้น

การประเมินโอกาสทั้ง 3 ระดับที่จะเกิดขึ้นกับบริษัท ให้เขียนออกมาให้ชัดเจนว่าในแต่ละกรณีมีเหตุการณ์อะไรบ้างที่มีโอกาสเกิดขึ้น และทำการประเมินมูลค่าหุ้นทั้ง 3 กรณี โดยมูลค่าหุ้นแบบ conservative จะนำมาซึ่งการกำหนดโซนซื้อ (Buy zone) โดยให้มีส่วนต่างความปลอดภัย (MOS – Margin of Safety) 30-50% จากมูลค่าของบริษัทเมื่อประเมินแบบ conservative เพื่อให้มั่นใจว่าการลงทุนครั้งนี้จะไม่ขาดทุน

ต่อมาให้ตั้ง Target price โดยใช้การประเมินมูลค่าแบบกรณี Fair เพราะเป็นกรณีที่เป็นไปได้มากที่สุดที่จะเกิดเหตุการณ์ และจะนำมาซึ่งการกำหนดโซนถือและโซนขาย (Hold and Sell zone)

แล้วถ้าอย่างนั้นกำหนดรูปแบบ Advance ไปทำไม? การกำหนด Best case scenario เพื่อให้เราไม่พลาดโอกาสที่ดีที่สุดถ้าเกิดขึ้นกับบริษัท เราต้องคว้าไว้ได้...รวมถึงสามารถประเมินมูลค่าทั้ง 3 รูปแบบขึ้นใหม่ได้ถ้ามีกรณีที่เกิดเหตุการณ์ที่ดีมากๆกับบริษัท (โดยต้องประเมินด้วยว่าเหตุการณ์กระทบพื้นฐานของบริษัทแบบชั่วคราวหรือถาวร ถ้าชั่วคราวแล้วราคาวิ่งไปสูงมากต้องขาย แต่ถ้าพื้นฐานเปลี่ยนแบบถาวรต้องประเมินมูลค่าใหม่และถือต่อ) เพราะบางครั้งราคาหุ้นวิ่งอย่างรุนแรงก่อนที่จะมีการประกาศข่าวดีอย่างเป็นทางการ ดังนั้นต้องถามตัวเองว่า...ราคาวิ่งรุนแรงครั้งนี้จะมีโอกาสเกิดเหตุการณ์ที่เปลี่ยนแปลงพื้นฐานในทางที่ดีขึ้นที่เราเคยคาดไว้หรือไม่?

การประเมินความเสี่ยงในกรณีเข้าถือผมได้พูดไปแล้วในกรณีรูปแบบ conservative ต่อมาจะประเมินความเสี่ยงในกรณีที่ต้องขาย นั่นคือเราพบว่าในภายหลังว่าเหตุผลของการเข้าถือไม่เป็นไปตามคาดในระยะยาว เช่น บริษัทไม่เติบโตอีกต่อไปแล้ว รายได้ลุ่มๆดอนๆไม่สม่ำเสมอ ผู้บริหารไม่ซื่อสัตย์  ความต้องการสินค้าและบริการลดลงเรื่อยๆ เป็นต้น

4. การประเมินมูลค่าหุ้น (Valuation)
เมื่อเราคิดรูปแบบที่เป็นไปได้ 3 รูปแบบ ผมจะมานั่งคิดมูลค่าที่เป็นไปได้ในแต่ละรูปแบบ โดยใช้วิธี

           4.1 ขนาด Market Cap โดยจะมีการเปรียบเทียบบริษัทชนิดเดียวกันกับตลาดต่างประเทศว่าบริษัทชนิดนี้ควรจะมี Market Cap ขนาดไหน เนื่องจากการดูอัตราส่วนทางการเงินเพียงอย่างเดียวจะทำให้พลาดโอกาสที่จะมองเห็นอนาคตของบริษัท เนื่องจากการซื้อหุ้นคือการซื้ออนาคตของบริษัท บริษัทที่จะมีอนาคตได้นั้นต้องประเมินจากปัจจัยเชิงคุณภาพในปัจจุบันมากกว่าที่จะประเมินปัจจัยเชิงปริมาณ ถ้าบริษัทมีพื้นฐานที่ดีเยี่ยมใน 3 ข้อที่ผมกล่าวมา อัตราส่วนทางการเงินสวยๆจะตามมาเอง ถ้า Market cap ของบริษัทไทยกับอเมริกาแตกต่างกันมากๆเป็นสิบๆเท่า โดยที่บริษัทไทยอยู่ในช่วงเติบโตตามรอยของอเมริกาก็ให้พิจารณาเข้าซื้อได้ (แม้ว่าPE จะสูงลิบลิ่วก็ไม่เป็นไร)

           4.2 Forward PE ratio เป็นการมองกำไรในรอบ 1 ปีข้างหน้าเพื่อมาหาสัดส่วน price per earning ในอนาคตของราคาในปัจจุบันเพื่อหาว่าหุ้นยังน่าลงทุนหรือไม่ การดู PE ต้องดูอนาคตเท่านั้น เพราะการยึดปัจจุบันและอดีตจะทำให้พลาดได้ โดยเฉพาะบริษัทที่กำไรไม่สม่ำเสมอ เราอาจจะเข้าซื้อตอน PE ต่ำ แต่นั่นคือดอยแล้วเพราะถัดจากนี้ไปคือช่วงขาลงของบริษัทที่กำไรมีแต่จะลดลง ทำให้ Forward PE สูงลิบลิ่ว...การที่ไม่ซื้อหุ้น PE สูงๆโดยที่ไม่ดูข้อมูลเชิงคุณภาพจะทำให้พลาดได้ เพราะการที่พื้นฐานของบริษัทดีขึ้นเรื่อยๆจะทำให้รายได้และกำไรเพิ่ม และนำมาซึ่ง Forward PE ซึ่งนับวันจะลดลงเรื่อยๆ และเป็นหุ้นราคาถูกที่คนมองข้ามเพียงเพราะ PE สูงในปัจจุบัน

โดยการกำหนด PE ของบริษัทที่ควรจะเป็นให้ใช้ค่าเฉลี่ย 5 ปีย้อนหลังของบริษัท อย่าไปเที่ยวต่อว่าตลาดว่าทำไมให้ PE น้อยจัง นั่นเพราะแต่ละธุรกิจมีโอกาสและความเสี่ยงต่างกัน การเปรียบเทียบในอุตสาหกรรมเดียวกันบางครั้งยังไม่ควรทำเลยด้วยซ้ำ...ผมไม่เคยหวัง Capital gain จากการปรับ PE ของตลาดเลย (ถ้ามีก็เป็นเพียงของแถมเท่านั้น) สิ่งที่หวังได้คือ ราคาหุ้นเพิ่มตามกำไรของบริษัทที่เพิ่มขึ้นในระยะยาว

           4.3 การทำ DCF การประเมินมูลค่าแบบ DCF เป็นการประเมินที่ต้องใช้ตัวแปรหลายปัจจัยซึ่งอาจจะนำมาถึงตัวเลขที่แตกต่างกันมากๆได้...อย่างไรก็ตามผมมักจะคิดDCF ไว้หลายๆแบบเพื่อ recheck การประเมินมูลค่าแบบ Market caps และ Forward PE โดยบริษัทที่ผมจะใช้ DCF ผมจะต้องคาดการณ์อนาคตของบริษัทได้ค่อนข้างแน่นอน

           4.4 ประเมิน PBV ผมจะเอาไว้ใช้กับหุ้น cycle ขาลง และหุ้น Asset play (ซึ่งทั้ง 2 กลุ่มนี้ไม่ใช่ความถนัดของผม แต่ก็เล่นบ้างถ้ามีโอกาสและปัจจัยขับเคลื่อนราคาหุ้นที่ชัดเจน)

5. ประเมินปัจจัยขับเคลื่อนราคาหุ้น (Driver)
ราคาหุ้นจะนิ่งสนิทอยู่แบบนั้นถ้าไม่มีปัจจัยมาขับดัน ยกตัวอย่าง driver ที่ผมจะชอบใช้นะครับ

            5.1 รายได้เพิ่ม กำไรเพิ่ม ... กรณีนี้ชัดเจนอยู่แล้ว ซึ่งหุ้นเติบโตที่วิ่งไปได้ไกลในระยะยาวก็เพราะปัจจัยขับเคลื่อนข้อนี้เป็นหลัก

            5.2 ปันผลเพิ่ม ... นั่นคือเงินถึงมือผู้ถือหุ้นมากขึ้น ยิ่งถ้าเปรียบเทียบกับการลงทุนแบบอื่นๆ เช่น เงินฝากระยะยาว พันธบัตร หุ้นกู้ และเปอร์เซ็นต์ของปันผลสูงมากๆราคาจะวิ่งแน่นอน เพราะเงินจะไหลสู่สินทรัพย์ที่ผลตอบแทนที่สูงที่สุด แต่ความเสี่ยงต่ำที่สุด ยิ่งถ้าเงินปันผลที่เพิ่มมาจากกำไรจากการดำเนินงาน(Operating profit) ที่เพิ่มขึ้นมั่นใจได้เลยว่าราคาไปได้อีกไกลแน่ หรือแม้แต่กรณีที่เงินสดเหลือมากๆแล้วปันผลพิเศษก็ทำให้ราคาหุ้นวิ่งอย่างรุนแรงได้เหมือนกัน

             5.3 การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของบริษัท (Structural change) เช่น การขายบริษัทที่ขาดทุนออกไป, การปรับเปลี่ยนการเก็บสต๊อกที่สั้นลง, การควบรวมหรือเป็นพันธมิตรกับบริษัทที่จะส่งเสริมกิจการซึ่งกันและกัน, โดยเหตุการณ์เหล่านี้มีผลต่อผลกำไรที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคตของบริษัท ราคาหุ้นก็จะวิ่ง

             5.4 การเปลี่ยนแปลงตัวเลขทางบัญชี เช่น Gross profit margin สูงขึ้น โดยอาจจะมาจากการเพิ่มขายสินค้าที่มี margin สูงในสัดส่วนที่สูงขึ้น อาจจะการที่บริหารจัดการต้นทุนได้ถูกลงเรื่อยๆ อาจจะมาจากค่าเงินบาทแข็งขึ้นทำให้นำเขาสินค้าได้ถูกลง, หรือ Net profit margin สูงขึ้น อาจจะมาจากดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายลดลงเพราะบริษัทไม่ต้องกู้เนื่องจากสามารถใช้เครดิตสต๊อกสินค้าได้ มีเงินสดจากการดำเนินงานเข้ามาชำระหนี้เงินกู้ การที่รัฐบาลลดหย่อนภาษีให้ การเกิด Economy of scale เป็นต้น

6. การมองเศรษฐกิจภาพรวมที่มีผลต่อธุรกิจที่เราสนใจ
การมองและเลือกหุ้นในอุตสาหกรรมที่กำลังโตเป็นการมองจากภาพรวม (Top down) หลังจากที่เราเลือกบริษัทที่น่าสนใจในอุตสาหกรรมดังกล่าวแล้ว ผมจะมองว่าเศรษฐกิจปัจจุบันมีผลอย่างไรบ้างกับบริษัทที่เลือก (Down top) ซึ่งบริษัทที่ดีมากๆ เศรษฐกิจโดยรวมควรจะมีผลต่อบริษัทน้อยมากๆ (แต่ไม่มีทางที่จะไม่มีผลเลย) ซึ่งผมเรียกการประเมินทั้งหมดว่า Top down and Down top recheck เพื่อให้มองเห็นภาพที่ชัดเจนทั้งบริษัทและองค์ประกอบโดยรอบ

เหมือนเมล็ดพันธ์จะเติบโตได้ต้องอาศัยดินที่ดี มีความชื้นและอุณหภูมิที่เหมาะสม เช่นกัน ... บริษัทที่ดีถ้าได้อยู่ในองค์ประกอบที่ดี ย่อมนำมาซึ่งการเติบโตที่แข็งแรงได้

แต่ไม่ใช่ว่าจะให้ความสนใจกับ Macroeconomic มากเกินไป ให้สนใจเท่าที่จำเป็นเท่านั้น...เพราะไม่ใช่ทุกปัจจัยที่จะมีผลต่อบริษัทที่เราถือ แม้ว่าจะมีวิกฤตเศรษฐกิจแต่บางบริษัทก็ยังเติบโตได้ นั่นคือมีโอกาสในทุกสถาณการณ์ขึ้นอยู่กับเราว่าจะมองเห็นหรือไม่เท่านั้นเอง...

ตัวเลขที่น่าสนใจคือ ดอกเบี้ยนโยบาย ดอกเบี้ยเงินกู้ (มีผลต่อธุรกิจ ลูกค้าที่ใช้การผ่อนชำระ แบงค์) ดอกเบี้ยเงินฝากหุ้นกู้พันธบัตร (มีผลต่อการเลือกตัดสินใจลงทุน) ค่าเงินบาท (มีผลต่อธุรกิจที่ต้องนำเข้าหรือส่งออก) ราคาทองคำและUSD index (มีผลต่อการทำ Asset Allocation ของพวกกองทุนต่างชาติ – อันนี้จะเป็นเรื่อง Fundflow เดี๋ยวค่อยมาว่ากันอีกที) ตัวเลขการซื้อบ้านใหม่ ซื้อรถยนต์ใหม่ ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค (ความเชื่อมั่นในการใช้เงิน) ราคาน้ำมัน (เป็นต้นทุนของหลายๆธุรกิจ) เป็นต้น (เฉพาะเรื่องนี้เขียนได้อีกเรื่องนึงเต็มๆ)

ปล. ตอนแรกตั้งใจว่าจะให้จบในตอนนี้แต่กลับไม่จบแฮะ...ต่ออาทิตย์หน้าละกันครับ^^