วันศุกร์ที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2554

สรุปเนื้อหาคอร์สการลงทุนของผม (ตอนที่ 1/2)

บทความนี้ถือเป็นการแชร์แนวคิดหลักทั้งหมดในการลงทุนของผมนะครับ

ในช่วง 1 ปีหลังจากลงทุนในตลาดหุ้น  (ปี 53)  ผมได้พัฒนาหลักสูตร  “การบริหารการเงินส่วนบุคคลและการลงทุน”  เพื่อสอนนักลงทุนทุนมือใหม่ที่ยังไม่มีประสบการณ์การลงทุนเลย  โดยผมตั้งใจว่าจะให้ครอบคลุมแนวคิดพื้นฐานที่สำคัญของการลงทุนมากที่สุดเท่าที่จะมากได้ภายในเวลา 2 – 3 ชั่วโมง

โดนแรงบันดาลใจในการสอนมาจาก  รุ่นน้องที่ภาควิชา 2 คน  ที่สนใจการลงทุนในตลาดหุ้น  และผมเองก็ต้องการแบ่งปันความรู้ให้กับคนอื่นอยู่แล้ว  เนื่องจากตอนผมเริ่มต้นไม่มีคนสอนลงทุนเลย  ผมจึงอยากมอบโอกาสให้คนอื่นๆได้สิ่งที่ผมไม่เคยได้

สำหรับหลักสูตรนี้ผมสอนมาแล้ว 7 ครั้งให้กับเพื่อนๆพี่ๆน้องๆรวมถึงคนรู้จักรอบตัวผม  และตั้งใจจะแชร์ให้กับบุคคลทั่วไปได้มีโอกาสบ้าง

การที่ผมเป็นมือใหม่ที่ลงทุนมาไม่นาน  และผ่านช่วงความยากลำบากในการเรียนรู้ช่วงเริ่มต้นทำให้ผมเข้าใจว่ามือใหม่ต้องการอะไรติดขัดตรงไหน  โดยที่คนมีประสบการณ์หรือเซียนอาจจะไม่เข้าใจคนที่กำลังเริ่มต้นเท่าไรนัก

โดยหลักสูตรนี้ฟังได้ตั้งแต่คนที่ไม่รู้อะไรเลย...ไปจนถึงนักลงทุนที่ลงทุนมาแล้วหลายปีครับ

ปล.  ผมสอนฟรีนะครับ  (เป็นวิทยาทาน)  สอนทุกคนที่ตั้งใจอยากเรียน  (แต่ไม่รับคนไม่ตั้งใจจริง  ไม่รับคนต้องการมาขอหุ้นโดยไม่คิดจะทำการบ้าน  ไม่รับคนที่ต้องการมาลองภูมิครับ  เนื่องจากผมต้องเสียเวลาและแรงกายค่อนข้างมากจึงอยากเสียสละให้คนที่ต้องการจริงๆครับ)  และขอให้มีอย่างน้อยครั้งละ 5 คนขึ้นไป  (ยิ่งนักเรียนเยอะเท่าไรยิ่งดี)  เพื่อให้ผู้เรียนได้ประโยชน์จากการแชร์ความคิดกัน  และใช้เวลาทั้งหมด  2 ชั่วโมงครึ่งครับ  รวมเวลาตอบคำถามก็ประมาณ 3 ชั่วโมงครับ

ปล.2  update 14 มี.ค. 55 ผมของดสอนอย่างไม่มีกำหนดนะครับ เนื่องด้วยติดภารกิจทั้งเรื่องงาน การเรียนและครอบครัว ขอบคุณทุกคนที่สนใจนะครับ ผมเองก็ยังอยู่ตรงนี้ มีคำถามอะไรสามารถโพสถามหน้า wall หรือใน blog ได้เลยครับ

วันเสาร์ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2554

พฤติกรรมมนุษย์และตลาดทุน (ตอนพิเศษ) Anti-Overconfidence

ขออธิบายสำหรับเพื่อนๆนักลงทุนที่เพิ่งเข้ามาใหม่  Series  พฤติกรรมมนุษย์และตลาดทุน  เป็นบทความที่เกี่ยวข้องกับจิตวิทยาการลงทุนในหัวข้อต่อไปนี้

1.  Efficient  market  hypothesis  ทฤษฎีตลาดมีประสิทธิภาพ
2.  Behavioral  finance  การเงินเชิงพฤติกรรม
3. Reflexivity  หลักปฎิกริยาสะท้อนกลับ
4. Consumer behavior and  life style  พฤติกรรมผู้บริโภคและวีถีการดำเนินชีวิตของผู้คนในสังคม
5. Mr. Market  นายตลาด
6. การฝึกพัฒนาจิตใจสำหรับนักลงทุน  เพื่อให้หลุดพ้นไปจากอคติทางจิตใจต่างๆที่คอยชี้นำเราอยู่  และได้ผลตอบแทนทั้งตัวเงินและความสุขใจครับ

โดยผมพยายามจะเขียนบทความจิตวิทยาการลงทุนประมาณเดือนละครั้ง  เนื่องจากผมให้ความสำคัญกับ Psychology  ว่าเป็นปัจจัยที่สำคัญมากในการที่จะประสบความสำเร็จในการลงทุน

ในบทความพฤติกรรมมนุษย์และตลาดทุน(ตอนที่ 2) การรับรู้อันผิดเพี้ยน  ผมได้พูดถึงเรื่อง  Overconfidence –  ความมั่นใจเกินไป  ครั้งนี้ผมจะมาพูดถึงสิ่งตรงข้ามนั่นคือ การ Anti-Overconfidence 



คนเราทุกคนล้วนแสวงหาการยอมรับจากผู้คนรอบข้าง  ตามทฤษฎีของมาสโลว์  Maslow  hierarchy of need  ซึ่งมีทั้งหมด 5 ขั้น

1. Physiological  need  ความต้องการทางร่างกาย
2. Safety  need  ความต้องการความปลอดภัยและความมั่นคง
3. Love  and  Belonging  ความต้องการความรักและความเป็นเจ้าของ
4. Esteem  ความต้องการการยอมรับนับถือจากตนเองและผู้อื่น
5. Self-actualization  ความต้องการที่เข้าใจตนเองอย่างแท้จริง

โดยการต้องการการยอมรับจากสังคมและคนรอบข้างจะอยู่ในขั้นที่ 3 และ 4

คนเราคงหลีกเลี่ยงที่จะไม่มีความต้องการยอมรับจากคนอื่นได้ยาก  แม้ว่าหลายครั้งความต้องการยอมรับจากคนอื่นจะนำมาซึ่งความทุกข์ใจก็ตาม

ถ้าเราอยากให้คนยอมรับโดยใช้วิถีทางที่ถูกต้องเหมาะสมก็ดีไป  แต่ในบางครั้งการพยายามเชื่อมั่นในตนเองจนเกินไปเพื่อให้คนยอมรับก็อาจจะนำมาซึ่งหายนะ  รวมถึงหายนะในการลงทุนด้วยครับ

ผมขอแชร์ประสบการณ์ของผมนะครับ

วันศุกร์ที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2554

Exit Strategy

เวลาที่เราจะเข้าพักอาศัยในอาคารสูง  ไปเดินห้างสรรพสินค้า  นอกจากการเพลิดเพลินชมสิ่งสวยงาม  เครื่องเรือนทันสมัยในตัวอาคารแล้ว  สิ่งหนึ่งที่เราควรจะทำคือ  “สังเกตทางหนีไฟ”

เพราะเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน  เช่น  ไฟใหม้  หรือแม้แต่เกิดการระเบิดในตัวอาคาร  คนที่เตรียมพร้อมในการออกจากตัวอาคารคือคนที่รอดตาย  โดยผ่านทางหนีไฟที่พวกเขาเห็นก่อนหน้าที่ไฟจะใหม้

ในการทำสงครามนั้นจะมีทั้งการบุกและการตั้งรับ เมื่อกองกำลังของเราได้เปรียบ  เราอาจจจะทำการบุก  เมื่อกองกำลังของเราเสียเปรียบเราอาจจะทำการตั้งรับ  หรือแม้กระทั่งหนีให้เป็นเพื่อเอาชีวิตรอดมาต่อสู้ใหม่

36 กลยุทธ์  จึงมีกลศึกสุดท้ายคือ  “หนีคือสุดยอดกลยุทธ์”

ดังนั้นเราจะมาคุยกันถึงกลยุทธ์การถอยในการลงทุนกันครับ

ยุทธศาสตร์ทางออก (หรือ Exit Strategy)  ของการลงทุนในหุ้นเติบโต 



เวลาที่นักเดินป่าเข้าในในป่าที่เป็นเขาวงกตและติดอยู่ในนั้นเป็นเวลานาน  เข็มทิศไม่สามารถใช้การได้  พวกเขาไม่สามารถหาทางออกได้เลย  เพราะจริงๆแล้วทางออกที่พวกเขาตามหาไม่ได้มีอยู่

ทางออกที่จริงอยู่ที่ทางเข้านั่นเอง  !!

ในการลงทุนก็เช่นกัน  ก่อนที่เราจะทำการเข้าลงทุนซื้อหุ้น  เราต้องประเมินทางถอยไปพร้อมกันตั้งแต่เราเข้าซื้อแล้ว  ...ว่าหุ้นตัวนี้เราจะขายเมื่อไร?

“ซื้อเพราะเหตุผลไหน  ให้ขายด้วยเหตุผลนั้น”  ยังเป็น  quote  ที่ใช้ได้อยู่เสมอ

วันพฤหัสบดีที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

กรณีศึกษา : หุ้น JUBILE

(คำเตือน ... ผมไม่ได้เชียร์หุ้นนะครับ  เอามาเป็นกรณีศึกษาวิธีคิดเฉยๆ  ซื้อตามอาจจะขาดทุนได้ครับ)

ผมนั่งคิดอยู่นานมากว่าจะแสดงวิธีคิดการวิเคราะห์หุ้นเป็นรายตัวดีใหม?  สรุปว่า... ลองดูก่อนละกัน  ถ้ามีปัญหาก็จะเลิกทำ  เพราะน่าจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่สนใจวิธีการคิดวิเคราะห์การลงทุนในหุ้นเติบโต  ทุกคนที่รู้จักผมจะรู้ดีว่า...ผมไม่เคยเชียร์หุ้นเลย ไม่ใช่เพราะหวงหรืออมภูมิอะไร  ถ้ามีคนถามก็ผมจะบอกและต้องบอกเสมอว่ามีความเสี่ยงอะไรบ้าง... ถ้าผมคิดว่าคนที่ถามหุ้นมีวิจารณญาณที่จะไม่ลอกโดยไม่ผ่านการไตร่ตรองก่อนผมก็จะบอกหมด ...ที่ผมกลัวที่สุดคือเวลาคนซื้อตามแล้วขาดทุน  เพราะงั้นคนที่ผมกล้าบอกหมดคือผมมั่นใจว่าเขาคิดเองเป็นรับผิดชอบการตัดสินใจของตัวเองได้  ยิ่งคนที่เห็นต่างสามารถหาเหตุผลเจ๋งๆมาแย้งได้ (ไม่ใช่แบบเถียงข้างๆคูๆนะครับ) ผมยิ่งชอบ Discuss ด้วย

คนที่ชอบเชียร์หุ้นที่ตัวเองถือมีมากมายเลยครับ  ทั้งในเวปบอร์ดทั้งในชีวิตจริง  หุ้นจะได้ขึ้นเร็วๆแรงๆแล้วคนตามไปทีหลังก็เจอดอยกันไป  ซึ่งเป็นวิธีที่ผมไม่ชอบมากๆเลยครับ  (ซึ่งคนเก่งๆหลายคนไม่เชียร์หุ้นก็ยังประสบความสำเร็จกันได้ครับ) ผมไม่เชียร์หุ้นซักคนวงการหุ้นก็คงจะไม่เป็นไร  เพราะการถือหุ้นเติบโตหวังการขึ้นของราคาจากการเติบโตธุรกิจที่ส่งผลต่อการเติบโตของกำไร  และผมชอบสอนวิธีคิดมากกว่าครับ 

เริ่มกันเลยนะครับ...

การวิเคราะห์หุ้นของผมจะเน้นการวิเคราะห์เชิงคุณภาพมากกว่าเชิงปริมาณนะครับ  เพราะผมคิดว่าปัจจัยเชิงคุณภาพบอกอนาคตได้ดีกว่า  ขณะที่ตัวเลขทางการเงินจะบอกได้แค่อดีตกับปัจจุบันซึ่งเอาไว้ใช้ตรวจสอบสมมุติฐานของเราเท่านั้น

Jubile  เป็นตัวที่ได้ผลตอบแทนน้อยที่สุดในพอร์ตเมื่อปีที่ผ่านมา  (ได้มาประมาณ  90 เปอร์เซ็นต์ไม่รวมปันผล)  แต่ถ้าบริษัทยังมีการเติบโตอยู่ผมก็ถือต่อไป แล้วปีนี้  Jubile กลายเป็นหุ้นที่ performance ดีที่สุดในพอร์ต (มากกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ไม่รวมปันผล)  (ต่อให้ราคาถึง Full-Valued ของปีนี้ผมก็ยังถือต่อไป  จนกว่าจะถึงราคาที่เป็น  room of growth  ของบริษัท – ลองอ่านในบทความ ”เพดานของการเติบโต” ได้ครับ)

นั่งเปิดสมุดที่เขียนสิ่งผมได้คิดวิเคราะห์ลงไปก่อนซื้อหุ้น...

วันจันทร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

รู้จักและเข้าใจตนเองก่อนลงทุน

เวลาที่มือใหม่ที่สนใจลงทุนในหุ้นเข้ามาตลาดหุ้นใหม่ๆมักจะมองดูคนที่ประสบความสำเร็จว่าใช้วิธีใดบ้าง  เพื่อจะได้ทำตามแล้วประสบความสำเร็จเหมือนกัน  พอมือใหม่เห็นว่านักเก็งกำไรชั้นเซียนทำเงินได้มากมายก็ลองไปเล่นแบบเก็งกำไรแล้วก็ขาดทุนหนักเพราะไม่รู้จังหวะเข้าออก  แล้วพอเห็นว่านักลงทุนกลุ่ม Value investor ชั้นเซียนทำกำไรได้มากมายก็ไปลองเล่นแบบ VI แต่เนื่องจากวิเคราะห์หุ้นไม่เป็นและซื้อที่ราคาแพงหรือซื้อตามเซียนทำให้ขาดทุนหนัก

นักลงทุนที่มองหาสูตรสำเร็จด้านการลงทุนว่าจะต้องทำ 1-2-3-4  แล้วประสบความสำเร็จแบบแน่นอน  ผมบอกได้เลยครับว่า”ไม่มี”  เพราะเมื่อคุณก้าวออกมาจากโลกแห่งความมั่นคงของดอกเบี้ยเงินฝาก (กรณีที่รัฐยังคุ้มครองอยู่)  คุณจะต้องพบกับความเสี่ยง  ไม่ว่าคุณจะลงทุนทำธุรกิจด้วยตนเองหรือเป็นนักลงทุนในทรัพย์สินประเภทใดๆก็ตาม  นั่นคือคุณมีโอกาสขาดทุนหรือเจ๊งได้

แต่ความเสี่ยงไม่ใช่สิ่งที่จะหยุดยั้งเราจากความสำเร็จครับ

การบริหารความเสี่ยงและผลตอบแทน (Risk/Reward) อย่างเหมาะสมจะทำให้นักลงทุนประสบความสำเร็จได้  ...แล้วเราจะทำอย่างไรดีล่ะ?  การเรียนรู้จากนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จเป็นสิ่งจำเป็นครับ แต่การทำตามแนวทางการลงทุนของเซียนโดยไม่รู้จักตนเองเลยนั้น  ก็เหมือนกับการเลือกอาวุธที่ไม่เหมาะสมกับตนเองออกไปสู้  ...อาวุธ เช่น ดาบคู่ อาจจะเป็นยอดศาสตราเมื่ออยู่ในมือยอดนักรบอย่างมูซาชิ  แต่ถ้าดาบคู่เล่มเดียวกันอยู่ในมือของทหารเลวคงไม่สามารถสำแดงพลังออกมาได้  แต่ไม่ได้หมายความว่าดาบคู่ไม่ใช่อาวุธที่ดี

การเข้าใจความสามารถ  ความถนัดของตนเอง  เลือกอาวุธที่เหมาะสมกับตนเอง  จึงเป็นสิ่งจำเป็นต่อนักรบที่จะก้าวสู่สนามรบที่เต็มไปด้วยยอดฝีมือระดับสูงแล้วเป็นผู้ชนะได้ (หรืออย่างน้อยไม่แพ้ เอาตัวรอดได้)

นักเก็งกำไรชั้นเซียนระบบการเทรดยังไม่เหมือนกัน  บางคนดู MACD  บางคนดู RSI  บางคนดู indicator ของตนเอง  นักเก็งกำไรบางคนดูข่าวควบคู่ไปด้วย  บางคนดูแต่กราฟไม่ดูพื้นฐานเลย (จริงๆ ผมก็ยังไม่ถ่องแท้เรื่องการเทรดเท่าไรนักนะครับแค่ยกตัวอย่างให้ฟัง) ...นักลงทุนเน้นคุณค่าเองก็มีแนวทางและความถนัดในรูปแบบที่แตกต่างกัน  เช่น  บางคนชอบหุ้นโภคภัณฑ์  บางคนชอบหุ้นเติบโต  บางคนถือแต่หุ้นสุดยอด (Super stock)  บางคนดูทั้งพื้นฐานหุ้นและดูกราฟประกอบไปด้วย  บางคนไม่ใช้กราฟเลย  บางคนเล่นรายไตรมาส  รายปี  ขณะที่บางคนดูยาวไป 5 ปี  ฯลฯ

ดังนั้นความเข้าใจตนเองของนักลงทุนจึงเป็นสิ่งจำเป็นในการเลือกแนวทางการลงทุนของตนเองเพื่อที่จะประสบความสำเร็จ  ผมเองสอนมือใหม่มาหลายรุ่น  นักเรียนแต่ละคนผมก็ไม่เคยบอกว่าจะต้องทำแบบผมนะ ต้องลงทุนในหุ้นเติบโตแล้วถือยาวๆถึงจะดีนะ  บางคนดูแววแล้วน่าจะเป็นนักเก็งกำไรที่ดีได้ผมก็แนะนำแนวทางเก็งกำไรไป  แต่ผมสอนรายละเอียดไม่ได้เพราะผมไม่ถนัดเก็งกำไร  ผมสอนแต่สิ่งที่ผมเข้าใจและเชื่อมั่นเท่านั้น

ในการทำความเข้าใจตนเองนั้น  ประเด็นที่ต้องสังเกตผมว่ามีดังนี้ครับ   

วันพฤหัสบดีที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

หนังสือที่ผมแนะนำให้นักลงทุนอ่าน

ช่วงนี้ผมได้รับคำถามเรื่องหนังสือค่อนข้างบ่อยจากเพื่อนนักลงทุนหน้าใหม่ผู้ที่สนใจการลงทุนในหุ้น  ถ้าเพื่อนๆสนใจการลงทุนแนวใช้ปัจจัยพื้นฐาน  ผมมีหนังสือที่แนะนำดังนี้ครับ

หนังสือที่”ต้องอ่าน” (ทุกเล่มเป็นภาษาไทยครับ)

1.คัมภีร์หุ้น โดย คุณ โสภณ ด่านศิริกุล (อ่านเพื่อให้เห็นภาพรวมของการเล่นหุ้น) และ rich dad poor dad พ่อรวยสอนลูกเล่ม 1-2 เพื่อได้ concept ทรัพย์สิน หนี้สิน การลงทุนและเงิน 4 ด้าน

2. ตีแตก โดย ดร. นิเวศ เหมวชิรวรากร (เซียนหุ้นกูรูการลงทุนแบบ VI) (จริงๆควรอ่านทุกเล่มที่ดร.เขียนครับ)

3. หนังสือของ Peter Lynch (ปีเตอร์ ลินส์) ทั้ง 3 เล่ม
- One up on wall street (เหนือกว่า วอลสตรีท)
- Beating the street (ลงทุนอย่าง...ปีเตอร์ ลินส์)
- Learn to earn (เรียนให้รวย)

4. หนังสือที่พูดถึงแนวคิดของ Warren Buffet (วอเรน บัฟเฟตต์) เล่มที่ผมแนะนำมีดังนี้
- แก่นแท้ของบัฟเฟต์ (The essential Buffet) เขียนโดย Robert G. Hagstrom
- How Buffet does it? ตามรอยวอเรน บัฟเฟตต์ เขียนโดย James Pardoe
- ศาสตร์แห่งบัฟเฟตต์ (Buffettology) เขียนโดย Mary Buffet และ David Clark
- Warren Buffet and the art of stock arbitrage

5. หนังสือที่แปลโดยคุณ พรชัย รัตนนทชัยสุข ดังนี้
- ลงทุนสวนกระแสอย่าง...แอนโทนี โบลตัน (Investing against the tide) เขียนโดย Anthony Bolton
- นักลงทุนดันโด : The Dhandho Investor เขียนโดย Mohnish Pabrai
- The intelligence investor เขียนโดย  Benjamin Graham (อาจารย์ของบัฟเฟตต์  ปรมาจารย์การลงทุนแบบ VI)
- การลงทุนแบบเน้นคุณค่า มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย

6. หนังสือด้านบัญชี ดังนี้
- อ่านงบการเงินให้เป็น เขียนโดย ดร. ภาพร เอกอรรถพร
- ร้านไหนกำไรมากกว่า
- วอเรน  บัฟเฟตต์  และการตีความงบการเงิน

7. หนังสือซีรี่หุ้นห่านทองคำของ คุณ เทพ รุ่งธนาภิรมย์ เล่มที่แนะนำดังนี้
- กลยุทธ์หุ้นห่านทองคำ, ยุทธศาสตร์หุ้นห่านทองคำ (จริงๆก็น่าอ่านทุกเล่ม)

8. หนังสือของคุณสุมาอี้ (นรินทร์  โอฬารกิจอนันต์) ทุกเล่ม โดยเฉพาะ
- วัดมูลค่าหุ้นด้วยตัวคุณเอง
- 85 ไอเดียการลงทุนในตลาดหุ้นไทย
- ตลาดหุ้นไทย the survival kit
- มหัศจรรย์กลยุทธ์ทางธุรกิจ
- โอกาสและความน่าจะเป็น

9. หนังสือ Money Game ผ่ากลเงินนอก เขียนโดย คุณ วิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล (เซียน Fundflow)

10. หนังสือของ Philip A. Fisher
- Common stocks uncommon profits
- Paths  to the wealth through common stocks

11.หนังสือแนวคิดของ John Neff – ลงทุนแบบจอห์น เนฟฟ์

12. หนังสือแนวจิตวิทยาการลงทุน เช่น  Sway (เขว), พฤติกรรมพยากรณ์ (Predictably irrational) เป็นต้น

นี่ยังไม่รวมหนังสือที่ควรอ่านอีกมากมายนะครับ (ว่างจะมา update ต่อ – เยอะมากๆ)

ถ้ายังรู้สึกว่าเยอะให้อ่านแค่ ตีแตก และ เหนือกว่า วอลสตีท ไปก่อนครับ

บางทีเพื่อนๆเห็นรายชื่อหนังสือแล้วอาจจะเริ่มเสียดายเงินค่าหนังสือ (ผมน่าจะหมดไปเป็นหมื่นกับค่าหนังสือ) แต่ผมยืนยันว่าทุกเล่มคุ้มค่าเงินที่จ่ายไป การลงทุนในความรู้สามารถทำเงินตอบแทนคืนมาให้เราได้หลายเท่านัก บางคนเสียดายเงินค่าหนังสือจำนวนเล็กน้อยแต่ต้องไปขาดทุนในตลาดเป็นเงินจำนวนมากๆเพราะขาดความรู้ในการลงทุนครับ

การลงทุนในความรู้เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดอย่างหนึ่งในชีวิตครับ

วันจันทร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ทบทวนความผิดพลาดครึ่งปี 54

ในการลงทุนนักลงทุนควรจะมีการวัดผลเปอร์เซ็นต์ของผลตอบแทนที่เราทำได้เมื่อเทียบกับเงินต้น  ซึ่งการวัดอาจจะทำปีละครั้ง  เนื่องจากการวัดผลตอบแทนบ่อยๆนั้นเป็นการเสียเวลาในการไปวางกลยุทธ์  การศึกษาข้อมูลของหุ้นที่เรากำลังจะเข้าซื้อหรือหุ้นที่เราถืออยู่  นอกจากนั้นผลตอบแทนระยะสั้นรายวันรายเดือนหรือแม้แต่รายไตรมาสอาจจะไม่ได้บอกอะไรมากนักถ้าเราเป็นนักลงทุนระยะยาว 
โดยสูตรการคิด  ผลตอบแทนพอร์ต (IRR – Internal rate of return)  ที่ผมใช้คือ

ลองสมมุติค่าต่างๆ

A = เงินในพอร์ตปลายปี (ทั้งเงินสดและหุ้น)
B = เงินทั้งพอร์ตต้นปี (ทั้งเงินในหุ้นและเงินสดรอซื้อหุ้น)
C = เงินเก็บที่เพิ่มเข้าพอร์ตระหว่างปี
X = (จำนวนเดือนของเงิน C/12) x C

สรุป    ผลตอบแทนพอร์ต (IRR)  =  (A - B - C)/ (B + X)

โดยการเทียบผลตอบแทนพอร์ตให้เทียบกับทั้ง 3 ข้อดังนี้
1. ดัชนี SET index ถ้าชนะตลาดถือว่าใช้ได้
2. ไม่ขาดทุน  (เมื่อมองภาพรวมทั้งพอร์ต)
3. ทำผลตอบแทนให้ได้อย่างน้อย 15 เปอร์เซ็นต์ต่อปี (เพราะถ้าทำได้น้อยกว่านี้เราควรจะไปลงทุนในกองทุนดัชนีหรือกองทุนอสังหาริมทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยที่ 10 เปอร์เซ็นต์ต่อปีมากกว่าจะลงทุนเอง)

อย่างไรก็ตามแม้แต่การวัดผลการลงทุนปีต่อปีก็อาจจะยังบอกถึงผลตอบแทนระยะยาวระดับ 5-10 ปีไม่ได้  เช่น หุ้นบางตัวนิ่งหรือซึมลงหลายปีก่อนที่จะวิ่งรุนแรงหลายเด้งในปีเดียว  ดังนั้นการวัดผลตอบแทนพอร์ตจึงควรพิจารณาตามกลยุทธ์ในการลงทุนของเราด้วยครับ  (เพราะถ้าเจอหุ้นแบบนี้แล้ววัดผลตอบแทนบ่อยๆนักลงทุนจะหมดกำลังใจถือได้ครับ)

ในครึ่งปีนี้ผลตอบแทนพอร์ตโดยรวมของผมอยู่ที่ 14-15 เปอร์เซ็นต์  ยังชนะตลาดอยู่ครับแต่อาจจะไม่มากเท่าปีก่อนๆ   

และอีกอย่างที่ควรทำควบคู่กันไปคือ...ให้กลับมาทบทวนความผิดพลาดของตัวเองในช่วงที่ผ่านมา โดยทบทวนบ่อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้  โดยผมจะจดบันทึกความผิดพลาดลงไปทุกครั้งและพยายามที่จะไม่ทำซ้ำอีก

และนี่คือความผิดพลาดของผมโดยสรุปในช่วงครึ่งปี 54

วันศุกร์ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

กลยุทธ์การลงทุนจากหมากกระดาน (ตอนที่ 2)

    มาว่าเรื่องหมากล้อมกันต่อนะครับ

ถึงแม้ว่าการเล่นโกะจะดูเรียบง่าย  แต่ด้วยความน่าจะเป็นของรูปแบบหมากที่สูงมากของโกะ  ทำให้มีอิสระในการวางกลยุทธ์มาก  เราจึงพบเห็นนักเล่นโกะหลายรูปแบบ  บ้างก็เน้นล้อมมุมให้รัดกุม  บ้างก็เน้นขยายอิทธิพล  บ้างก็เป็นสายโจมตี  บ้างก็เป็นสายป้องกัน ปัจจุบันยังบอกไม่ได้ว่าแนวทางไหนดีที่สุด  ซึ่งกลยุทธ์ทั้งหลายที่นำมาใช้ล้วนแล้วแต่มุ่งไปสู่เป้าหมายของเกมส์คือ ...ชิงพื้นที่ให้ได้มากที่สุด  (ไม่ใช่จับกินให้ได้มากที่สุด)

ในการลงทุนนั้นความจริงก็เรียบง่าย  แค่ต้องซื้อถูกขายแพง  คุณก็จะเป็นผู้ชนะในเกมส์นี้  แต่ด้วยความน่าจะเป็นมากมายของเหตุการณ์ที่ส่งผลต่อธุรกิจและราคาหุ้นในอนาคต  ทำให้เกมส์การลงทุน  (ซึ่งผมถือว่าเป็นหมากกระดานอย่างหนึ่ง)  นั้นไม่ง่ายเลย   มีการคิดกลยุทธ์การลงทุนมากมายหลายสำนัก  ไม่ว่าจะเป็น  Quant (การใช้คณิตศาสตร์ในการลงทุน)  นักลงทุนสายเทคนิคอล  นักลงทุนแนวปัจจัยมหภาค  นักลงทุนหุ้นคุณค่า  ฯลฯ  ซึ่งแต่ละแบบสามารถแบ่งย่อยออกไปได้อีกมากมาย

เวลาเราเล่นหมากกระดาน  ถ้าเราเล่นไม่เป็นเราจะเฉยๆแพ้ก็ช่างชนะก็ไม่เป็นไร  แต่ถ้าเราเล่นไปได้สักพักจนเข้าใจเกมส์  เราจะรู้สึกมีอารมณ์ร่วมไปกับกับเกมส์  ตื่นเต้นเมื่อเสียเปรียบ ดีใจเมื่อได้เปรียบ  เสียใจเมื่อแพ้  ดีใจเมื่อชนะ ยิ่งถ้าเป็นการเล่นแบบเดิมพันยิ่งทำให้เกมส์มีผลต่ออารมณ์เพิ่มขึ้นไปตามน้ำหนักของการเดิมพันนั้น

การลงทุนก็คือเกมส์การเงิน  (ซึ่งผมถือว่าเป็นหมากกระดานอย่างหนึ่ง)  ที่มีการเดิมพันสูงกว่าการแข่งชิงแชมป์ทุกหมากกระดาน  เพราะมีเม็ดเงินที่ได้เสียจากการซื้อขายนับพันๆล้านบาทต่อวัน  (ถ้าคิดรวมทั้งโลกยิ่งสูงกว่านี้หลายเท่า)  ดังนั้นผลกระทบต่อจิตใจยิ่งสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว  บางคนอาจจะถึงขั้นกินไม่ได้นอนไม่หลับ

ต้องอาศัยการฝึกฝนจิตใจร่วมไปกับการฝึกกลยุทธ์การเดินหมาก  ในการเล่นโกะระดับสูงหรือการแข่งชิงแชมป์  การอ่านทางหมากอาจจะไม่สำคัญเท่าการควบคุมจิตใจ  เพราะนักเล่นโกะชั้นเซียนนั้นต่างรู้อยู่แล้วว่าในแต่ละสถาณการณ์ควรดินหมากอย่างไร  แต่จะทำได้หรือไม่อยู่กับสภาพจิตใจ

และเมื่อเล่นไปถึงจุดหนึ่งเราจะเลิกยึดติดแพ้ชนะ  จะมีแต่ดำกับขาว  ชนะหรือแพ้ก็ต้องเรียนรู้  ไม่มีการยึดติดว่าชั้นชนะ เธอแพ้  มีแต่ขาวกับดำ  และดูกระบวนการเดินหมากเป็นหลัก

นั่นคือชนะได้โดยไม่คิดเอาชนะ...หมั่นสร้างเหตุที่ดีผลที่ดีจะตามมาเอง

การลงทุนก็เช่นกัน...เมื่อเราฝีมือการลงทุนเก่งขึ้น  ไม่ว่าเราได้กำไรหรือขาดทุนเราจะเรียนรู้จากมัน  มากกว่าที่มาคร่ำครวญเมื่อขาดทุนหรือคุยโม้โอ้อวดว่าได้กำไร  มีแต่กระบวนการคิด  การตัดสินใจและพอร์ตการลงทุน  ไม่มีตัวกูของกูอยู่ในนั้น  และฝึกฝนฝีมือให้เก่งขึ้นเรื่อยๆ  จิตใจเปิดกว้างให้กับการศึกษา

ถึงไม่คาดหวังผลตอบแทนที่เป็นเลิศ...แต่ถ้าหมั่นสร้างเหตุที่ดี  บริหารความเสี่ยงและผลตอบแทนอย่างฉลาด  ผลตอบแทนที่ดีจะตามมาเอง

สำหรับผม...การลงทุนนั้นจะยากกว่าหมากกระดาน  เพราะการลงทุนมีปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้มากกว่าบนกระดาน

เรามาว่ากันต่อเรื่องกลยุทธ์หมากล้อมที่สำคัญๆที่นำไปใช้ได้กับการลงทุนกันครับ

วันเสาร์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2554

กลยุทธ์การลงทุนจากหมากกระดาน (ตอนที่ 1)

ในปัจจุบันมีการใช้คำว่า “กลยุทธ์” (Strategy)  มากมายทั้งในวงการเมือง  วงการทหาร(การรบ)  วงการธุรกิจ  เรียกได้ว่าเป็นศัพท์ของผู้บริหารระดับสูง  เนื่องจากเป็นคำที่คนทั่วๆไปไม่ค่อยได้ใช้กัน  ผมจึงไปลองค้นความหมายดู


ความหมายของคำว่า “กลยุทธ์” ในพจนานุกรมราชบัณฑิยสถาน  คือ  การรบที่มีเล่ห์เหลี่ยม,  วิธีการที่ต้องใช้กลอุบายต่างๆ,  เล่ห์เหลี่ยมในการต่อสู้  (หรือจะใช้คำว่า “ยุทธศาสตร์” แทนคำว่ากลยุทธ์ก็ได้ครับความหมายเดียวกัน)  ฟังความหมายตามพจนานุกรมอาจจะยังงงๆกัน ...ดังนั้นผมจะพูดตามที่ผมเข้าใจดีกว่า

และยังมีอีกคำนึงที่มักจะสับสนกัน  คือ  “ยุทธวิธี” (Tactics)  หมายถึง  วิธีการในระดับรายละเอียด  เพื่อนำมาใช้ดำเนินงานตามแผนกลยุทธ์ที่วางไว้  (กลยุทธ์จะบอกวิธีการไปถึงเป้าหมายที่ตั้งไว้ในภาพรวม)

ซึ่งทั้ง Strategy และ Tactics เป็นคำที่มักจะใช้คู่กัน  เพื่อนำไปสู่เป้าหมายที่เราวางเอาไว้

ผมไม่ใช่นักบริหารระดับสูงแต่อย่างใด  แต่ผมคุ้นเคยกับคำว่า “กลยุทธ์” และการใช้กลยุทธ์เป็นอย่างมาก  เนื่องจากตอนเด็กๆผมชอบอ่านสามก๊กและตำราพิชัยสงครามของซุนวู  รวมถึงชอบเล่นหมากกระดานที่ต้องใช้การคิดและวางแผน  โดยความหมายของกลยุทธ์สำหรับผมคือ...การใช้วิธีการต่างๆเพื่อบรรลุเป้าหมายที่เราวางเอาไว้  นั่นคือ  เราต้องรู้ก่อนว่าเป้าหมายของเราคืออะไร?  และเราจะไปถึงเป้าหมายนั้นได้อย่างไร?

แล้วกลยุทธ์มีความสำคัญอย่างไรกับการลงทุน?

นักลงทุนส่วนใหญ่ที่เข้ามาในตลาดหุ้นมีเป้าหมายเพื่อต้องการกำไร  ต้องการเป็นอิสระภาพทางการเงิน  โดยมากนักลงทุนที่เข้ามาใหม่ๆมักจะคิดว่า  การมีหุ้นเด็ดคือคำตอบของทุกอย่าง  เหมือนแทงหวยก็ต้องมีเลขเด็ด  แต่ความจริงแล้วนักลงทุนระดับเซียนนั้น  การซื้อหุ้นถูกตัวเพียงอย่างเดียวไม่ใช่คำตอบ  จำเป็นต้องมีกลยุทธ์ในการลงทุนด้วย

พูดไปอาจจะยังไม่เชื่อ...งั้นหาลองดูว่า  มีนักลงทุนรายย่อยมากมายแค่ไหนที่ซื้อตามเซียนแล้วขาดทุน  ซื้อต้นทุนเท่าเซียนแล้วยังกำไรน้อยกว่าหรือขาดทุน  เพราะการที่นักลงทุนรายย่อยเหล่านี้ขาดกลยุทธ์ในการลงทุน

ผมถึงได้พยายามที่จะถ่ายทอดเรื่องของกลยุทธ์ออกมา  การเรียนรู้เรื่องกลยุทธ์ผมคงอดไม่ได้ที่จะพูดถึงหมากกระดาน...และหมากกระดานที่ผมคิดว่าใช้ในการฝึกการคิดเชิงกลยุทธ์ได้อย่างดีเยี่ยมคือ  หมากรุก  และหมากล้อม(โกะ)

วันจันทร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2554

พฤติกรรมมนุษย์และตลาดทุน (ตอนพิเศษ) ยอมรับความจริง

ตลาดหุ้นเป็นแหล่งรวมรวมแนวคิดด้านการลงทุนไว้มากมาย  นักลงทุนที่ใช้แนวทางใดก็จะมีความเชื่อมั่นต่อแนวคิดของตนเอง  ซึ่งอาจจะมาจากการค้นคว้าด้วยตนเองหรือศึกษาจากอาจารย์  เมื่อลงทุนแล้วประสบความสำเร็จระดับนึงจะเกิด ”อัตตา” ความเชื่อมั่นว่าตนเองเก่ง  แนวทางที่ตนใช้ถูกต้อง  แนวคิดคนอื่นผิดพลาด

เนื่องจากการลงทุนในหุ้นเป็นการลงทุนที่มองไปยังอนาคต  จึงไม่อาจจะทำนายได้แน่นอน  เปรียบเสมือนการดูหมอ  ช่องว่างแห่งความไม่รู้อนาคตได้ก่อเกิดแนวคิดที่หลากหลาย

เวลาที่ได้กำไรก็ดีใจกันไป  แนวทางของฉันถูกต้องที่สุด  แต่ถ้าเริ่มขาดทุนหรือติดตัวแดง  ก็จะเกิดความคิดที่มาปกป้องความเชื่อของตนเอง ที่เรียกว่า  กลไกป้องกันทางจิต  (Defense mechanism)

Sigmund Freud

ตามทฤษฎี  Ego psychology ซึ่งเป็นทฤษฎีที่ต่อยอดมาจากทฤษฎีจิตวิเคราะห์ (Theory of psychoanalysis) ของ Sigmund  Freud  นายแพทย์ชาวออสเตรียผู้โด่งดัง  ซึ่งบุคคลสำคัญของแนวคิด Ego psychology นี้คือ  Anna Freud  ซึ่งเป็นลูกสาวของ Sigmund Freud โดยทฤษฎี  Ego psychology จะเน้นในส่วนบทบาทของ Ego และกลไกป้องกันทางจิต  ซึ่งแนวคิดของกลไกป้องกันทางจิตถูกอธิบายละเอียดขึ้นมากกว่าที่ Freud ได้อธิบายไว้ในตอนแรก

(ผมจะไม่ลงลึกเรื่อง Ego นะครับ เดี๋ยวจะยาว  เพราะต้องอธิบายโครงสร้างของจิตใจด้วย จะพูดถึงแต่กลไกป้องกันทางจิตซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นการทำงานของ Ego ในระดับจิตใต้สำนึก)

เมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์ขึ้นเช่น  หุ้นตกหนัก  พอร์ตติดลบ  หุ้นขึ้นแต่ไม่ได้ซื้อ(ตกรถ)  จิตใจจะเกิดความวิตกกังวลขึ้น (Signal anxiety) เพื่อเตือนให้รู้ว่าจิตใจกำลังได้รับอันตราย  กลไกแรกที่จิตใจนำมาใช้คือ การเก็บกด (repression) โดยกระบวนการนี้เกิดในระดับจิตให้สำนึกด้วยความรวดเร็วมาก (Unconscious level)  แต่เมื่อใดที่ระดับความกังวลมีมากจนการเก็บกดเริ่มไม่ได้ผล  ความกลัวและความกังวลจะเริ่มขึ้นสู่การรับรู้ของจิตใจในส่วนของจิตสำนึก (Conscious level)

แล้วกลไกป้องกันทางจิตอื่นๆจะเริ่มเข้ามามีบทบาทในการปกป้องจิตใจจากความกังวล

วันจันทร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2554

สิ่งที่ควรรู้ในการเลือกซื้อคอนโด

(ขอนำบทความเก่าๆก่อนผมซื้อคอนโดมาลงนะครับ)

พอดีช่วงนี้ผมสนใจเรื่องคอนโดเลยเอาความรู้มาแบ่งปันกันครับ... (เหมาะสำหรับคนที่มีแผนจะซื้อคอนโดอยู่เองหรือซื้อใว้ลงทุนขายต่อหรือให้เช่าครับ)
 คอนโดจัดอยู่ในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ซึ่งปัจจัยสำคัญที่สุดที่มีผลต่อราคาและความต้องการของผู้ซื้อคือ...ทำเล (Location)

ก่อนจองคอนโด

1. ประเมินทำเล  ...

- เดินทางสะดวกหรือไม่?  ถ้ามีการเดินสะดวกราคาห้องต่อตร.ม.จะแพงกว่า...ถ้ามีรถไฟฟ้าผ่านใกล้ๆจะดีมาก (รวมถึงโครงการถไฟฟ้าในอนาคตด้วย MRT,  BRT, Airport link) ถึงจะแพงกว่าแต่ก็น่าซื้อกว่าคอนโดที่เดินทางไปไหนมาไหนไม่สะดวกเพราะราคาไม่ตกมากนักและขายต่อได้ง่ายกว่าอยู่เองก็เดินทางสะดวกสบายใจกว่า... (ถ้าซื้อห้องชุดได้ก่อนรถไฟฟ้าเข้าถึงแล้วพอมีรถไฟฟ้าแล้วราคาห้องจะสูงขึ้นมาก)
                           
- มีศูนย์การค้า ร้านอาหาร ร้านซักรีด ร้านสะดวกซื้อ อยู่ใกล้ๆบริเวณนั้นหรือไม่? ตามวิถีชีวิตคนเมืองที่ต้องการความสะดวกสบาย  ถ้าสถานที่เหล่านี้อยู่ไกลแต่มีรถไฟฟ้าหรือการเดินทางสะดวกก็โอเค... กรณีคนไม่รีดผ้าเองควรจะมีร้านซักรีดในตัวอาคาร... (แต่ถ้าเป็นบริเวณที่มีคนเริ่มอยู่มากๆ เช่น มีคอนโดหลายแห่งอยู่แถวนั้นศูนย์การค้าต่างๆก็มักจะมาเปิดในย่านนั้นๆตามมา)
                           
- อยู่ใกล้สถานศึกษาหรือย่านธุรกิจหรือไม่?  ถ้าใกล้สถานศึกษาจะเหมาะในการให้นักเรียนนักศึกษาเช่า...ถ้าใกล้ย่านการค้าที่ต่างชาติทำงานจะเหมาะให้ต่างชาติเช่าเพราะคนทั้ง 2 กลุ่มนี้ไม่ได้อยู่แถวนี้ถาวรจึงหาเป็นห้องเช่ามากกว่าซื้อขาดไปเลย...
                           
- ทิศทางแสงแดดเป็นอย่างไร?  ห้องที่ดีระเบียงควรจะอยู่ด้านทิศตะวันออก...หรือทิศเหนือทิศใต้...แต่ให้ระวังทิศตะวันตกเพราะ...แสงแดงยามบ่ายทั้งบ่ายจะทำให้ห้องอมความร้อนในตอนกลางคืนต้องเปิดแอร์และเปลืองไฟมาก...ตอนเช้าๆแสงแดดที่ส่องทางระเบียงจะช่วยให้เราตื่นได้ด้วย...
                           
- ที่จอดรถในตัวอาคารเพียงพอหรือเปล่า  มีที่จอดประจำหรือไม่?? (กรณีเรามีรถยนต์) ไม่อย่างนั้นต้องมาลุ้นแย่งเก้าอี้ดนตรีกันทุกวัน รวมถึงดูเรื่องการเดินทางโดยทางรถส่วนตัวว่าสะดวกหรือไม่? ใกล้ทางด่วนหรือเปล่า? (สำหรับคนที่บ้านอยู่ต่างจังหวัดและคนชอบเที่ยว...)

วันเสาร์ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2554

รับที่เท่าไรดี?

ช่วงที่ตลาดลงหนักจากพี่ฝรั่งขาย  ผมมักจะได้คำถามจากมือใหม่ในทำนองนี้  ซึ่งผมเองก็ไม่รู้จะตอบว่าอะไรดี  ถ้าให้คำตอบบางอย่างไปแล้วคนฟังไปทำตามนั่นก็อาจจะไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุด  เช่น  ถ้าบอกว่ารอรับที่ 900 ต้นๆ  ถ้าหากรับแล้วดัชนีเกิดลงไป  700 – 800 ผู้ที่รับตามผมบอกก็อาจจะขาดทุนได้  หรือถ้าหากดัชนีไปไม่ถึง 900 แล้วเด้งขึ้นมาที่ 1000 กว่าๆก็จะเสียโอกาสในการรับของถูกในช่วงนี้ไปได้

เพราะการคาดการดัชนีเป็นสิ่งที่ยาก  ไม่มีใครรู้อนาคต  แม้แต่ในทางเทคนิค (ซึ่งผมไม่ใช่เทคนิคอลนะครับ) ยังต้องมีการประเมินแนวโน้มเป็นระยะๆเลยครับ  เช่น  ถ้าเกิดดัชนีลงไปถึงจุด  A แล้วเด้งขึ้นจะมีแนวโน้มลงต่อ ขึ้นหรือซึมยาว  เหตุการณ์มีโอกาสเกิดได้หลายรูปแบบขึ้นอยู่กับการปรับกลวิธีในการซื้อขายหุ้นของนักลงทุนตามสถาณการณ์มากกว่า

ถ้าอย่างนั้นในช่วงตลาดขาลงอย่างนี้จะทำอย่างไรดี?  รับที่เท่าไรดี?

คำแนะนำของผมนะครับ

1. ไม่พยายามทำกำไรโดยคาดเดาดัชนี  เพราะเราลงทุนในหุ้นรายตัว  แน่นอนว่าตลาดขาลงนั้นหุ้นเกือบทุกตัวลงหมด  แต่ลงมากลงน้อยก็แล้วแต่หุ้นแต่ละตัว  เซียนหุ้นอย่าง Peter Lynch  หรือ  Warren Buffet  ก็ไม่ได้ทำกำไรจากการออกมาทำนายว่าดัชนีจะไปที่จุดไหน  แต่ทำกำไรจากการลงทุนในบริษัทที่มีความแข็งแกร่งและผลประกอบการเติบโตต่อเนื่อง  ถ้าหุ้นที่เราจับตาใน watch list  ยังไม่ถูกพอเราก็ยังไม่ควรเข้าไปซื้อ  ส่วนที่ว่าถูกพอนี่คือแค่ไหน...คงแล้วแต่ MOS – Margin  of  Safety  ของแต่ละคน  รวมถึงประเมินกำไรคาดหวังก่อนเข้าซื้อ

ขอให้เน้นมองการลงทุนในหุ้นรายตัวมากกว่าภาพดัชนีโดยรวม  (ยกเว้นว่าคุณจะเล่น TFEX)

วันเสาร์ที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2554

เพดานของการเติบโต

ช่วงนี้ผมจะลงลึกเรื่องการวิเคราะห์หุ้นเติบโตนะครับ (แต่จะพยายามเขียนให้มือใหม่อ่านเข้าใจ)

ในการลงทุนในหุ้นเติบโตนั้น  เราจะพิจารณาขายหุ้นเมื่อหุ้นนั้นหยุดเติบโต  (กำไรไม่โตแล้ว)  เพราะหุ้นเติบโตที่โตเต็มวัยก็จะกลายเป็นหุ้นโตช้าหรือหุ้นปันผลไป การได้ capital gain จากการเพิ่มของตัวกำไรอาจจะเป็นสิ่งที่คาดหวังไม่ได้อีกต่อไป แต่อาจจะมีราคาขึ้นลงตามข่าวหรือตามอารมณ์ตลาด แต่นั่นเป็นเรื่องที่เราๆคนธรรมดายากที่จะคาดเดาได้

โดยปกติถ้าตลาดที่มีประสิทธิภาพจะให้ราคาหุ้นที่ PE ไม่น้อยไปกว่าอัตราการเติบโตในระยะเวลา 5 ปีข้างหน้า  เช่น  หุ้นที่โตต่อเนื่อง 25 เปอร์เซ็นต์ต่อปีอย่างน้อยอีก 5 ปีก็ควรจะมี PE ไม่ต่ำกว่า 25 ถ้าน้อยกว่า 25 ก็ต้องถือว่าหุ้นราคาถูก ...ซึ่งไม่ใช่ดูการเติบโตย้อนหลังนะครับ เพราะในการลงทุนเราจะดูที่อนาคตของกิจการ งบการเงินในอดีตบอกเพียงการเติบโตในอดีต บอกผลงานที่ผ่านมา แต่ไม่ใช่สิ่งที่จะรับประกันความสำเร็จ  ไม่ได้รับประกันการเติบโตในอนาคต

ดังนั้นเมื่อบริษัทเติบโตถึงจุดอิ่มตัว การเติบโตจะช้าๆตาม GDP หรือเงินเฟ้อ PE ratio จะถูกปรับใกล้ค่า 10 ซึ่งเป็นอัตราตอบแทนโดยเฉลี่ยของตลาดหุ้น หรือ Earning yield ที่ 10 %นั่นเอง

วันอังคารที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

หุ้นโรงแรม

พอดีจำได้ว่ามีคนให้วิเคราะห์หุ้นรายตัวให้ฟังบ้าง  ผมจะทยอยวิเคราะห์แต่ละอุตสาหกรรมให้เป็นแนวทางแก่ผู้เริ่มต้นนะครับ จริงๆอยากจะสอน Valuation ด้วยแต่เหมือนจะเป็นการเชียร์ ชี้นำซึ่งไม่เป็นผลดีต่อผู้อ่านเลยครับ

ลองกลุ่มแรกก่อนนะครับ – หุ้นโรงแรม

ความน่าสนใจในกลุ่มโรงแรมโดยรวมของปีนี้

1.นักท่องเที่ยวต่างชาติมากขึ้นทุกๆปี และมีแนวโน้มที่จะเติบโตไปเรื่อยๆ  แม้ว่าประเทศไทยจะมีปัญหามากมาย ล่าสุด 15.7 ล้านคน  ปีนี้ Q1 5.36 ล้านคนแล้ว  โดยกลุ่มที่เติบโตสุดคือ  จีน  รัสเซีย  ที่เศรษฐกิจประเทศเหล่านี้ดีขึ้น  คนมีกำลังทรัพย์มาเที่ยวมากขึ้น

2.ประเทศไทยมีจุดแข็งเรื่องการท่องเที่ยวในระดับโลก เนื่องจาก  1) สภาพอากาศที่อบอุ่น  คนทางยุโรปโซนเมืองหนาวเลยชอบมา 2) ไทยมีภูมิประเทศที่สวยงามและมีชื่อเสียงในระดับโลก  เช่น  เกาะสมุย  พัทยา  ภูเก็ต  เชียงใหม่  โดยเฉพาะชายทะเล 3) ความเอื้อเฟื้อมีไมตรีของคนไทย คนไทยทำอาชีพนักบริการได้ดีมาก  4) ราคาถูกเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอื่นๆ

3.การท่องเที่ยวภายในประเทศสูงขึ้น  คนไทยมีกำลังซื้อมากขึ้น ตามเศรษฐกิจที่ฟื้นตัว  พฤติกรรมคนไทยชอบเที่ยว

วันอังคารที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

ความน่ากลัวของตลาดหุ้น

ช่วงนี้ 2 ปีที่ผ่านมา (พ.ศ.53-54) ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ขึ้นมา 100 กว่าเปอร์เซ็นต์ จาก 400 ต้นๆ จนปัจจุบันทะลุ new high ที่ 1100 แล้ว คนที่ลงทุนในช่วง 2 ปีนี้ส่วนใหญ่น่าจะได้กำไรงดงามกันถ้วนหน้า (แต่จริงๆก็คงมีคนที่ขาดทุนอยู่เพราะซื้อตามข่าวลือ หุ้นตกแล้วรีบขาย ซื้อหุ้นที่ราคาแพงๆ และอีกหลากหลายเหตุผลที่จะขาดทุน) คนที่ออกมาพูดส่วนใหญ่จะเป็นคนที่ได้กำไรงดงาม แต่คนที่ขาดทุนอาจจะเ
งียบๆไม่พูด ทำให้คนที่อยู่นอกตลาดได้รับรู้ภาพเพียงด้านเดียวว่า...ตลาดหุ้นคือแหล่งทำเงินที่ง่ายดาย

ผู้เล่นหน้าใหม่ๆเริ่มเดินเข้าสู่ตลาดหุ้น หลายคนพกความหวังมาเต็มที่โดยหวังว่าตนเองจะมีอิสระภาพทางการเงินในเร็ววัน ยิ่งได้ยินเรื่องราวของคนที่ประสบความสำเร็จ...ยิ่งมีกำลังใจ อยากจะให้พอร์ตการลงทุนตนเองโตหลายร้อยเปอร์เซ็นต์บ้าง

พอความคาดหวังที่สูง และเข้ามาลงทุนในช่วงที่ดัชนีทำ new high นักลงทุนหน้าใหม่ก็จะใช้วิธีหาหุ้นเด็ด โดยอาจจะไปลอกเซียนหุ้นชื่อดัง ค้นหาตามเวปบอร์ดว่าหุ้นไหนเด็ดคนพูดถึงเยอะ อ่านบทวิเคราะห์โดยดูแค่ราคาเป้าหมายที่นักวิเคราะห์ให้ โดยไม่ทราบเหตุผลในการลงทุนในหุ้นที่ซื้อลงไป...ไม่ทราบว่าถ้าหุ้นตกจะทำอย่างไร จะซื้อจะขายเมื่อไร จะถือนานแค่ไหน...รู้แค่ว่าขอได้ซื้อตามเซียน ได้ซื้อตามคนอื่นก็อุ่นใจแล้ว แค่นี้ก็ได้กำไรเป็นร้อยๆเปอร์เซ็นต์เหมือนเซียนแน่ๆ

แต่ตลาดหุ้นนั้นไม่ง่าย...เพราะถ้าง่ายจริง ทุกคนก็คงจะรวยจากตลาดหุ้นกันหมด แต่ในความจริงมีคนที่หมดตัวจากตลาดหุ้น มีคนที่เป็นหนี้สินมากมายจากการเล่นหุ้น

ผมจะลองขยายความตามจริง...เพื่อคุณให้รู้ตลาดหุ้นน่ากลัวยังงัย

วันจันทร์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

กลยุทธ์ลดน้ำหนัก

(บทความนี้ไม่เกี่ยวกับการลงทุน เกี่ยวกับการพัฒนาตนเองครับ)

เชื่อว่าหลายๆคนคงเคยมีประสบการณ์ตั้งใจลดน้ำหนัก...อาจจะสำเร็จหรือล้มเหลวปะปนกันไป
ผมเองเป็นคนนึงที่เคยพยายามลดน้ำหนักหลายครั้ง...เคยลดได้ทั้งหมด 2 ครั้ง ครั้งแรกตอนไปซัมเมอร์ที่แคนาดา ลดได้ 6-7 kgs ครั้งที่2 ตอนทำงานที่รพ.แวงน้อยตอนไปใช้ทุน ลดได้ 5-6 kgs แต่ก็กลับมาอ้วนเหมือนเดิมและอ้วนกว่าเดิมด้วย...

น้ำหนักตัวเท่าไรถึงเหมาะสม?
ก่อนอื่นเราต้องหาน้ำหนักที่เหมาะสมกับแต่ละคนก่อน...โดยดูจาก BMI (Body Mass Index) คือ ดัชนีมวลกาย ถ้าค่าBMI มากกว่า 25 ถือว่าน้ำหนักเกินแล้ว ถ้าค่า BMI 18.5-25 ถือว่าโอเค ถ้าค่า BMI น้อยกว่า 18.5 ถือว่าผอม น้ำหนักต่ำกว่าเกณฑ์

โดย BMI = น้ำหนักตัว (หน่วยเป็นกิโลกรัม) หารด้วย ส่วนสูงเป็นเมตรยกกำลังสอง

เขียนเป็นสูตร BMI = (Body weight-Kg)/(Height-m)²

เช่น ตอนนี้ผมน้ำหนัก 73 กิโลกรัม สูง 1.65 เมตร จะได้ดัชนีมวลกาย 26 ซึ่งถือว่าน้ำหนักเกิน


วันอังคารที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2554

การบริหารจัดการความเสี่ยงในการลงทุน (Risk management)

ความเสี่ยง(Risk) เป็นคำที่เราได้ยินบ่อยขึ้นในโลกยุคปัจจุบัน ซึ่งเป็นการพูดถึงโอกาสที่จะเกิดผลในทางลบที่เราไม่ปรารถนา ซึ่งคำนี้มีใช้กันแทบจะทุกวงการ ในทางการแพทย์ก็ต้องมีการประเมินประโยชน์และความเสี่ยงก่อนทำการรักษาด้วยยา (Risk-Benefit) ในทางวิศวกรรมโยธาก็ต้องมีการประเมินความเสี่ยงที่จะเกิดแผ่นดินไหวในการสร้างตึกที่อยู่พื้นที่ที่มีโอกาสเกิดแผ่นดินไหว ในอุตสาหกรรมโรงงานที่คนต้องทำงานกับเครื่องจักรก็ต้องมีการป้องกันและลดความเสี่ยงที่คนทำงานจะได้รับอันตรายจากเครื่องจักร

แม้แต่ในชีวิตประจำวันเราจะมองเห็นความเสี่ยงมากมาย
...เวลาขับรถก็มีความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุ มีความเสี่ยงที่เครื่องยนต์จะหยุดทำงาน มีความเสี่ยงที่จะเกิดยางระเบิด
...เวลานั่งเครื่องบินก็มีความเสี่ยงที่เครื่องจะตก มีความเสี่ยงที่จะเกิดความล่าช้า มีความเสี่ยงที่จะตกหลุมรักแอร์โฮสเตส 555+
...เวลาเข้าไปจีบสาวก็มีความเสี่ยงที่เค้าจะมีแฟนแล้ว มีความเสี่ยงที่เค้าจะปฏิเสธเรา
...แม้แต่นอนอยู่เฉยๆก็มีความเสี่ยงที่จะเกิดแผ่นดินไหว มีความเสี่ยงที่จะเกิดน้ำท่วม

ในเรื่องการลงทุนก็เช่นกัน

วันอังคารที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2554

ผู้ชายที่แท้จริง

(เอาบทความเก่ามาลงครับ^^)

แรงบันดาลใจของการเขียนบทความนี้มาจาก...เวลาที่ผมเจอผู้ชายที่มองว่าตัวเองไม่มีค่า...ขาดเธอไปฉันจะอยู่ไม่ได้ฉันจะต้องตาย...นี่คือสิ่งที่ผมอยากบอกพวกเค้าเหล่านั้น...

โลกเราตอนนี้ประชากรผู้ชายเริ่มน้อยกว่าผู้หญิง(ยกเว้นเมืองจีน)  เพศชายบางส่วนก็กลายเป็นเกย์ชอบเพศเดียวกัน  บ้างก็เสร็จเกย์ไป  ผู้ชายจึงเหลือน้อยเต็มที...และผู้ชายมีทัศนคติที่ดีต่อตนเองและพัฒนาตนเองจนกลายเป็น...ผู้ชายที่แท้จริงนั้น  ผู้ชายที่เป็นชายเหนือชายที่หาได้ยากมากๆในปัจจุบัน...

จะก้มหน้ามองพื้นแล้วโทษชะตาหรือเงยหน้าขึ้นฟ้าแล้วตะโกนบอกว่า ”ฉันคือคนที่มีค่าที่สุด”...คนที่เลือกคือตัวเรา

พร้อมที่จะพัฒนาตัวเองหรือยังครับ?

ลักษณะของผู้ชายที่แท้จริง

วันเสาร์ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2554

ข้ออ้างที่จะไม่ยอมประสบความสำเร็จ

ฟังหัวข้อแล้วดูแปลกใช่ใหมครับ ก็ใครล่ะจะไม่อยากประสบความสำเร็จ คนส่วนใหญ่ก็อยากประสบความสำเร็จกันทั้งนั้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทำงาน ความรัก ความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง การมีความสุข และถามว่าคนทั่วไปรู้มั๊ยว่าทำอย่างไรจึงจะประสบความสำเร็จ ผมเชื่อว่าทุกคนรู้ เช่น อยากเรียนเก่ง ทุกคนก็รู้ว่าต้องขยันอ่านหนังสือ ตั้งใจเรียนในห้อง หมั่นทบทวนบทเรียน ฝึกทำข้อสอบ แต่ทำไมคนส่วนมากจึงไม่ประสบความสำเร็จการเรียนเท่าที่ควร หรืออยากผอม อยากหุ่นดี ทุกคนก็รู้ว่าต้องควบคุมอาหารให้พอเหมาะและออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ แต่เราก็ยังเห็นคนส่วนใหญ่ล้มเหลวเรื่องการลดน้ำหนัก (รวมทั้งผมด้วย T_T)

นั่นเป็นเพราะว่า เรารู้...แต่เราทำไม่ได้!!! เนื่องจากเหตุผลบางอย่างที่เราชอบใช้เป็นข้ออ้าง ยกตัวอย่างเช่น...กรณีลดน้ำหนัก  ”ช่วงนี้ทำงานหนักก็เลยหิวบ่อย”  “ไม่มีเวลาออกกำลังเลย”  “ขอกินก่อนแล้วพรุ่งนี้ค่อยลด”  “ออกกำลังแล้วเหนื่อยทำงานไม่ไหว”  “ไม่ได้กินแล้วไม่แรงเลย” สารพัดเรื่องที่เราจะหาเหตุผลว่าทำไมเราจึงทำไม่ได้ตามแผนที่วางไว้...หรือที่แย่กว่านั้นคือไม่ได้วางแผนไว้เลยตั้งแต่ต้น >_<”

ในเรื่องการลงทุนก็มีข้ออ้างมากมายเช่นกัน...

ด้วยความที่ผมสอนเรื่องการลงทุนให้กับมือใหม่หลายครั้งและพูดคุยกับคนนอกตลาดที่ไม่ได้ลงทุนหลายๆคน จะพบว่ามีความเชื่อหลายๆอย่างที่ผมคิดว่าเป็นอุปสรรคของการประสบความสำเร็จในตลาดหุ้น

ข้ออ้างที่คนส่วนใหญ่ใช้เพื่อจะบอกว่าทำไมตัวเองลงทุนไม่ประสบความสำเร็จ

วันพฤหัสบดีที่ 7 เมษายน พ.ศ. 2554

พฤติกรรมมนุษย์และตลาดทุน (ตอนที่ 9) ความกลัว (ตอนแรก)



ในการทำจิตบำบัดซึ่งเป็นการรักษาคนไข้โดยใช้วิธีการพูดคุยเพื่อให้คนไข้ได้เข้าใจตัวเองในระดับลึกๆนั้น...อาจารย์ผมซึ่งเป็นนักทำจิตบำบัดระดับนานาชาติสอนว่า...อารมณ์ที่สำคัญซึ่งเป็นอารมณ์พื้นฐานของอารมณ์อื่นๆคือ...ความกลัว  พอฟังผมก็เกิดความสงสัยขึ้นมาว่า...แล้วความโลภ  อยากได้อยากมีนั้นมาจากพื้นฐานความกลัวด้วยหรือไม่?



มนุษย์เรามีวิวัฒนาการมาตั้งแต่อดีตสมัยยุคหินยุคโบราณ...ยุคที่จะได้กินอาหารคือการต้องออกไปเสี่ยงชีวิตเพื่อล่าสัตว์  ซึ่งก็ไม่รู้ว่าใครจะได้เป็นอาหารใคร  สมองคนเราจึงมีส่วนที่ทำงานเพื่อการปกป้องตัวเองจากอันตรายและเพื่อความอยู่รอดของเผ่าพันธุ์มนุษย์  สมองส่วนนี้คือ...อะมิกดาลา (Amygdala) สมองส่วนนี้อยู่ในส่วนลึกลงไปจากผิวนอก...เป็นส่วนที่เกี่ยวข้องกับอารมณ์และพฤติกรรมในทางลบ  ประสบการณ์ในอดีตที่เจ็บปวด  ข้อดีของสมองส่วนนี้ก็คือเราระมัดระวังตัวเองจากความเสี่ยง  เมื่อมนุษย์เห็นเสือจะวิ่งหนีก่อนเลย  ถ้ามัวใช้สมองส่วนการคิดในเชิงเหตุผลอาจจะสั่งร่างกายไม่ทันโดนเสือคาบไปกินซะก่อน  แต่ในปัจจุบันมนุษย์อาศัยอยู่ในเมือง...อันตรายและความเสี่ยงที่มีผลถึงขั้นเสียชีวิตหรือบาดเจ็บมีน้อยกว่าตอนอยู่ในป่ามาก ...แล้วถ้าอย่างนั้นเราควรตัดสมองส่วนนี้ทิ้งไปหรือเปล่า  เพราะเราก็รู้ว่าความกลัวจำกัดและส่งผลต่อพฤติกรรมที่ไม่สมเหตุสมผลหลายอย่าง?


ผมทิ้งไป 2 คำถามแล้วจะกลับมาตอบตอนท้ายนะครับ

ถ้าเรามองไปรอบๆตัวเราจะเห็นผู้คนมากมายที่กลัวความเสี่ยง...คนบางคนอยากจะมีเงินเดือนมากขึ้นแต่ยังจมกับงานที่ตัวเองไม่ชอบเพียงเพราะว่ารายได้มั่นคงกว่า  ไม่กล้าเสี่ยงที่จะทำธุรกิจของตัวเอง  ไม่กล้าสมัครงานใหม่...ไม่กล้าแม้แต่จะเชื่อว่าตัวเองดีพอ!  ,คนบางคนเคยล้มเหลวกับความสัมพันธ์กับเพื่อนหรือแฟน  ก็บอกตัวเองว่าไม่ขอมีใครอีกแล้วอยู่คนเดียวดีกว่า  ซึ่งเป็นคำพูดที่ขัดแย้งกับความต้องการที่แท้จริงของตัวเอง  พวกเขากลัวที่จะต้องเจอประสบการณ์ที่เลวร้ายในเรื่องความสัมพันธ์อีกครั้ง  ทั้งที่จริงๆคนที่พวกเขาจะพบเจอในอนาคตอาจจะเป็นเพื่อนหรือคนรักที่จะเป็นความสัมพันธ์ที่ดีมากๆก็ได้,  ผู้ชายบางคนไม่กล้าเข้าไปทำความรู้จักกับผู้หญิงที่ตัวเองชอบเพียงเพราะกลัวว่าจะโดนปฏิเสธ...พวกเขาไม่กล้าล้มเหลวแม้ว่าความกล้านั้นอาจจะทำให้พวกเขาได้อยู่กับคนที่พวกเขาชอบจริงๆ...พวกเขาไม่เชื่อมั่นในตัวเองว่าพวกเขาดีพอ...

ความกลัวความเสี่ยงจำกัดชีวิตของเราไว้มากมายจริงๆ...

แล้วความเสี่ยงกับความกลัวความเสี่ยงเป็นเรื่องเดียวกันหรือไม่?

แน่นอนครับไม่มีใครชอบความเสี่ยง  เราทุกคนพยายามที่จะจำกัดความเสี่ยงให้เหลือน้อยที่สุดทั้งนั้น...แต่การกลัวความเสี่ยงจนไม่ยอมเผชิญหน้ากับความเสี่ยงแม้เพียงเล็กน้อยทำให้คนเราเสียโอกาสไปมาก  เช่น  บางคนกลัวการขึ้นเครื่องบินเพราะลอยขึ้นไปบนฟ้าที่เราไม่คุ้นเคยและนึกถึงภาพการตกลงจากท้องฟ้าสู่พื้นอย่างไร้ทางป้องกัน...แต่ในทางสถิติแล้วเราจะพบว่าโอกาสเกิดอุบัติเหตุในการเดินทางโดยเครื่องบินมีน้อยกว่าเดินทางโดยรถยนต์มาก...นั่นเพราะข้อจำกัดในการรับรู้ของสมองเราที่ให้กลัวสิ่งที่อาจจะเกิดอันตรายไว้ก่อนเพื่อความอยู่รอด...แม้ว่าการเผชิญกับความเสี่ยงบ้างจะทำให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าการไม่ยอมเสี่ยงอะไรเลยก็ตาม...ในระยะยาวตลาดหุ้นให้ผลตอบแทนโดยเฉลี่ย 10 เปอร์เซ็นต์ต่อปี  สูงกว่าการฝากธนาคารและพันธบัตรทุกชนิดแต่กระนั้นคนส่วนใหญ่ก็ยังหลีกเลี่ยงตลาดหุ้นเพราะตลาดหุ้นขึ้นๆลงๆในระยะสั้น...ดูมีความเสี่ยงสูง

คนส่วนใหญ่จึงกลัวความเสี่ยงแม้ว่ามีข้อมูลและตัวเลขที่ยืนยันว่าความเสี่ยงนั้นน้อยมากก็ตาม...

แล้วจริงๆอะไรในโลกนี้บ้างที่ไม่มีความเสี่ยง...ฝากเงินออมทรัพย์คิดว่ามั่นคงวันดีคืนดีแบงค์อาจจะเจ๊งก็ได้  ทำงานราชการคิดว่ามั่นคงทำงานแย่ยังงัยก็ไม่ถูกไล่ออกวันดีคืนดีอาจจะมีการปฏิรูประบบราชการเอาคนที่ไม่ขยันไม่มีความสามารถออกทำงานออกก็ได้  คิดว่าเป็นหมอมั่นคงก็ไม่ตกงานวันดีคืนดีทำงานผิดพลาดโดนฟ้องเข้าคุกก็อาจจะเป็นได้  ผู้หญิงมีสามีรวยไม่ต้องทำงานคิดว่ามั่นคงวันดีคืนดีสามีอาจจะเสียชีวิตการทันหันโดยมีแต่หนี้เหลือทิ้งไว้ก็เป็นได้  หรือสุดท้ายแล้ว...จริงๆแล้วเราก็ไม่รู้หรอกว่าจะตายเมื่อไรบางทีอาจจะเป็นพรุ่งนี้ก็ได้  ไม่มีใครรู้...

ความมั่นคงปลอดภัยโดยปราศจากความเสี่ยงอย่างสิ้นเชิงจึงไม่มีอยู่จริง ..จะดีกว่าไหม...ถ้าเรารับรู้ความเสี่ยงตามจริงโดยไม่ให้อารมณ์กลัวมามีอิทธิพลมากนัก  และยอมรับความเสี่ยงบ้างเพื่อแลกกับผลตอบแทนที่สูงขึ้นไม่ว่าจะเป็นด้านวัตถุหรือด้านจิตใจ...

ความกลัวซึ่งเป็นอารมณ์พื้นฐานของมนุษย์นำมาซึ่งอคติที่ผมจะกล่าวต่อไป...

8. Prospect  theory – ทฤษฏีความคาดหวัง

Prospect  theory คือ ทฤษฏีที่บอกว่า...คนเราให้คุณค่าของการได้รับ(ได้กำไร)และความสูญเสีย(ขาดทุน)แตกต่างกัน .. ทำให้คนเราตัดสินใจบนพื้นฐานของการได้รับมากกว่าการสูญเสีย... ซึ่งตาม Prospect  theory...การขาดทุนมีผลกระทบต่ออารมณ์มากกว่าการได้กำไรในจำนวนที่เท่ากัน  เช่น...เงินหายไป 100 บาท จะรู้สึกเสียใจเสียดาย ในระดับอารมณ์ที่มากกว่าเวลาดีใจตอนที่ได้เงิน 100 บาท


รูปนี้แสดงถึงเวลาที่เราได้กำไรเราจะดีใจน้อยกว่าเวลาเสียใจจากขาดทุนในจำนวนเงินที่เท่ากัน


อีกตัวอย่าง...เวลาได้เงินมา 50 บาทโดยไม่เสียไปจะรู้สึกดีกว่า...ได้เงินมา 100 บาทแล้วทำเงินหายไป 50 บาท  ทั้งๆที่ผลลัพธ์เท่ากันคือได้ 50 บาทแต่ความรู้สึกต่างกันมาก

ในเวลาที่คนเราต้องตัดสินใจ 2 ทาง ทางแรกมีโอกาสและความเป็นไปได้ที่จะได้กำไร ได้ผลตอบแทนที่ดี  ทางที่ 2 มีโอกาสและความเป็นไปได้ที่จะขาดทุนสูญเสีย...คนส่วนใหญ่จะเลือกทางแรกคือมีโอกาสที่จะได้กำไร...ลองอ่านการศึกษาต่อไปจะเข้าใจมากขึ้น...

มีการศึกษาในปี 1979 โดย Kahneman และ Tversky เกี่ยวกับ Prospect  theory โดยให้ผู้เข้าร่วมได้ตอบคำถามที่เกี่ยวกับการตัดสินใจซึ่งเกี่ยวข้องกับการได้กำไรและขาดทุน  โดยมีตัวอย่างคำถามในงานวิจัยดังนี้ครับ  (ลองทำไปด้วยนะครับแล้วดูว่าเราเลือกข้อไหนไป)

1. คุณมีเงิน 1,000 เหรียญและคุณต้องเลือกข้อใดข้อหนึ่งใน 2 ข้อนี้

ข้อ A  คุณมีโอกาส 50 เปอร์เซ็นต์ที่จะได้  1000 เหรียญ  และ 50 เปอร์เซ็นต์ที่จะไม่ได้สักเหรียญ

ข้อ B คุณมีโอกาส 100 เปอร์เซ็นต์ที่จะได้เงิน 500 เหรียญ  (ได้แน่ๆ)

2. คุณมี 2000 เหรียญและคุณต้องเลือกข้อใดข้อหนึ่งใน 2 ข้อนี้

ข้อ A คุณมีโอกาส 50 เปอร์เซ็นต์ที่จะเสียเงิน  1000 เหรียญ  และ 50 เปอร์เซ็นต์ที่จะไม่ได้เสียเลยสักเหรียญ

ข้อ B คุณมีโอกาส 100 เปอร์เซ็นต์ที่จะเสีย 500 เหรียญ (เสียแน่ๆ)

ถ้าผู้เข้าร่วมคิดและตอบคำถามอย่างมีเหตุผล...การเลือกข้อ A หรือ B มีผลไม่ต่างกันเพราะกำไรคาดหวังเท่ากัน (Expected profit)

ผลการศึกษานี้พบว่า...คนส่วนใหญ่เลือกข้อ B สำหรับคำถามที่ 1  และเลือกข้อ A สำหรับคำถามที่ 2  ซึ่งผลที่ได้นี้บอกเราว่า...คนเราต้องการได้กำไรที่แน่นอนแม้ว่าจะต้องเสียโอกาสที่จะได้กำไรมากขึ้นแล้วมีความเสี่ยง  ในทางตรงข้าม...คนเราจะยอมเสี่ยงเพื่อลดหรือจำกัดการขาดทุนให้น้อยที่สุดแม้ว่าการตัดสินใจจะนำมาสู่ความเสี่ยงที่จะต้องเสียเงินเพิ่ม...ดังนั้นในสถานการณ์ที่กำไรหรือขาดทุนคนเราคิดต่างกัน  การขาดทุนมีผลต่อจิตใจมากกว่าการได้กำไรในจำนวนเงินที่เท่าๆกัน

เราจึงเห็นว่าคนที่เสียพนันมักจะพยายามเอาคืนด้วยการเดิมพันสูงขึ้น เล่นแบบเสี่ยงๆมากขึ้น...ในการลงทุนคนเล่นหุ้นแล้วขาดทุนก็อยากจะลงเงินมากขึ้น เล่นหุ้นปั่นหรือหุ้นที่วิ่งแรงๆเพื่อจะได้ชดเชยส่วนที่ขาดทุนไป  ส่วนคนที่ได้กำไรมักจะขายเร็วเกินไปเพราะต้องการได้เงินที่แน่นอนแม้ว่าการถือต่ออาจจะได้กำไรมากขึ้นแต่พวกเขาคิดว่ามีความเสี่ยงที่กำไรจะหายไป...พวกเขาจึงตัดสินใจขายเพื่อทำกำไรทำให้ได้กำไรน้อยกว่าที่ควรจะได้...

และนั่นเป็นที่มาของ...Disposition effect คือ...การที่นักลงทุนชอบขายหุ้นที่มีราคาสูงขึ้นและเก็บหุ้นที่ขาดทุนไว้ในพอร์ต  นักลงทุนไม่ต้องการรับรู้การขาดทุนเป็นตัวเงินจริงๆ  จึงเก็บหุ้นที่ขาดทุนไว้แบบนั้นแม้ว่าพื้นฐานหุ้นอาจจะเปลี่ยนไปในทางที่แย่ลงก็ตาม...

ปีเตอร์ ลินส์...เซียนหุ้นระดับโลก ได้กล่าวว่า...” Some people automatically sell the winners and hold on to their losers, which is about as sensible as pulling out the flowers and watering the weeds” ...นักลงทุนบางคนขายหุ้นที่ชนะและเก็บหุ้นที่แพ้เอาไว้...ซึ่งดูมีเหตุผลพอๆกับเด็ดดอกไม้ทิ้งแล้วรดน้ำให้หญ้า...

การที่นักลงทุนมี Disposition effect ทำให้นักลงทุนทำผลตอบแทนไม่ดีเท่าที่ควร และไม่มีความสุข ทางแก้คือ...ต้องเปลี่ยนกรอบความคิดใหม่...

1. เก็บหุ้นที่ชนะเอาไว้และขายหุ้นที่แพ้ออกไป (ขายหุ้นแพ้เพราะพื้นฐานเปลี่ยนไปในทางที่แย่ลง  ไม่ใช่แค่ราคาลดลง  หรือถ้าเป็นนักเก็งกำไรจะขายเพื่อตัดการขาดทุน)  นั่นคือ...Cut loss and let profit run  จำกัดขาดทุนและปล่อยให้กำไรวิ่งไปเรื่อยๆ

2. เปลี่ยนกรอบความคิดใหม่  1) ในสถานการณที่ได้กำไรมากๆ เช่น 100 บาท ครั้งเดียวกับได้กำไร 50 บาท 2 ครั้ง การรับรู้กำไรก้อนเล็กหลายๆครั้งจะทำให้เรารู้สึกดีขึ้น... 2) ในสถานการณ์ที่ขาดทุนมากๆ เช่น ขาดทุน 100 บาทครั้งเดียวกับขาดทุนน้อยๆหลายๆครั้ง เช่น ขาดทุน 100 บาทครั้งเดียวกับขาดทุน 50 บาท 2 ครั้ง การรับรู้การขาดทุนครั้งเดียวจะทำให้เราเจ็บปวดน้อยกว่า... 3) ในสถานการณ์ได้ทั้งกำไรและขาดทุนแต่โดยรวมยังเป็นกำไรอยู่ เช่น ได้กำไร 100 บาท แต่ขาดทุน 50 บาท การรับรู้ว่าผลรวมได้กำไร 50 บาทจะรู้สึกดีกว่าการรับรู้แบบแยกทั้งกำไรขาดทุน  4) ในสถานการณ์ที่ทั้งกำไรและขาดทุนแต่ขาดทุนมากกว่า...เช่น ขาดทุน 100 บาท ได้กำไร 50 บาท การแยกคิดว่าเราได้ทั้งกำไรและขาดทุนจะช่วยทำให้เรารู้สึกดีขึ้นบ้าง...

อย่างไรก็ตามการเปลี่ยนกรอบความคิดช่วยในเรื่องความรู้สึกได้บ้าง...สุดท้ายเราก็ต้องยอมรับตามจริงอยู่ดีเพราะเราจะได้รู้ว่าเรายืนที่จุดไหน  ขาดทุนเพราะอะไร กำไรเพราะอะไร ตามความจริง...เกิดจากฝีมือหรือโชค  เพื่อที่เราจะได้นำมาปรับปรุงและพัฒนาการวิเคราะห์หุ้น การควบคุมอารมณ์และการตัดสินใจให้ดีขึ้น

คนที่เสี่ยงที่สุดคือคนที่ไม่ยอมเสี่ยงอะไรเลยครับ

ปล. ผมขอติดคำถามเรื่องพื้นฐานอารมณ์เกิดจากความกลัวและการตัดสมองส่วน Amygdala ทิ้งว่าจะทำให้นักลงทุนตัดสินใจดีขึ้นหรือไม่ไว้ก่อน...แล้วตอนหน้าจะมาคุยให้ฟังต่อนะครับ