วันพฤหัสบดีที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

กรณีศึกษา : หุ้น JUBILE

(คำเตือน ... ผมไม่ได้เชียร์หุ้นนะครับ  เอามาเป็นกรณีศึกษาวิธีคิดเฉยๆ  ซื้อตามอาจจะขาดทุนได้ครับ)

ผมนั่งคิดอยู่นานมากว่าจะแสดงวิธีคิดการวิเคราะห์หุ้นเป็นรายตัวดีใหม?  สรุปว่า... ลองดูก่อนละกัน  ถ้ามีปัญหาก็จะเลิกทำ  เพราะน่าจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่สนใจวิธีการคิดวิเคราะห์การลงทุนในหุ้นเติบโต  ทุกคนที่รู้จักผมจะรู้ดีว่า...ผมไม่เคยเชียร์หุ้นเลย ไม่ใช่เพราะหวงหรืออมภูมิอะไร  ถ้ามีคนถามก็ผมจะบอกและต้องบอกเสมอว่ามีความเสี่ยงอะไรบ้าง... ถ้าผมคิดว่าคนที่ถามหุ้นมีวิจารณญาณที่จะไม่ลอกโดยไม่ผ่านการไตร่ตรองก่อนผมก็จะบอกหมด ...ที่ผมกลัวที่สุดคือเวลาคนซื้อตามแล้วขาดทุน  เพราะงั้นคนที่ผมกล้าบอกหมดคือผมมั่นใจว่าเขาคิดเองเป็นรับผิดชอบการตัดสินใจของตัวเองได้  ยิ่งคนที่เห็นต่างสามารถหาเหตุผลเจ๋งๆมาแย้งได้ (ไม่ใช่แบบเถียงข้างๆคูๆนะครับ) ผมยิ่งชอบ Discuss ด้วย

คนที่ชอบเชียร์หุ้นที่ตัวเองถือมีมากมายเลยครับ  ทั้งในเวปบอร์ดทั้งในชีวิตจริง  หุ้นจะได้ขึ้นเร็วๆแรงๆแล้วคนตามไปทีหลังก็เจอดอยกันไป  ซึ่งเป็นวิธีที่ผมไม่ชอบมากๆเลยครับ  (ซึ่งคนเก่งๆหลายคนไม่เชียร์หุ้นก็ยังประสบความสำเร็จกันได้ครับ) ผมไม่เชียร์หุ้นซักคนวงการหุ้นก็คงจะไม่เป็นไร  เพราะการถือหุ้นเติบโตหวังการขึ้นของราคาจากการเติบโตธุรกิจที่ส่งผลต่อการเติบโตของกำไร  และผมชอบสอนวิธีคิดมากกว่าครับ 

เริ่มกันเลยนะครับ...

การวิเคราะห์หุ้นของผมจะเน้นการวิเคราะห์เชิงคุณภาพมากกว่าเชิงปริมาณนะครับ  เพราะผมคิดว่าปัจจัยเชิงคุณภาพบอกอนาคตได้ดีกว่า  ขณะที่ตัวเลขทางการเงินจะบอกได้แค่อดีตกับปัจจุบันซึ่งเอาไว้ใช้ตรวจสอบสมมุติฐานของเราเท่านั้น

Jubile  เป็นตัวที่ได้ผลตอบแทนน้อยที่สุดในพอร์ตเมื่อปีที่ผ่านมา  (ได้มาประมาณ  90 เปอร์เซ็นต์ไม่รวมปันผล)  แต่ถ้าบริษัทยังมีการเติบโตอยู่ผมก็ถือต่อไป แล้วปีนี้  Jubile กลายเป็นหุ้นที่ performance ดีที่สุดในพอร์ต (มากกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ไม่รวมปันผล)  (ต่อให้ราคาถึง Full-Valued ของปีนี้ผมก็ยังถือต่อไป  จนกว่าจะถึงราคาที่เป็น  room of growth  ของบริษัท – ลองอ่านในบทความ ”เพดานของการเติบโต” ได้ครับ)

นั่งเปิดสมุดที่เขียนสิ่งผมได้คิดวิเคราะห์ลงไปก่อนซื้อหุ้น...

วันจันทร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

รู้จักและเข้าใจตนเองก่อนลงทุน

เวลาที่มือใหม่ที่สนใจลงทุนในหุ้นเข้ามาตลาดหุ้นใหม่ๆมักจะมองดูคนที่ประสบความสำเร็จว่าใช้วิธีใดบ้าง  เพื่อจะได้ทำตามแล้วประสบความสำเร็จเหมือนกัน  พอมือใหม่เห็นว่านักเก็งกำไรชั้นเซียนทำเงินได้มากมายก็ลองไปเล่นแบบเก็งกำไรแล้วก็ขาดทุนหนักเพราะไม่รู้จังหวะเข้าออก  แล้วพอเห็นว่านักลงทุนกลุ่ม Value investor ชั้นเซียนทำกำไรได้มากมายก็ไปลองเล่นแบบ VI แต่เนื่องจากวิเคราะห์หุ้นไม่เป็นและซื้อที่ราคาแพงหรือซื้อตามเซียนทำให้ขาดทุนหนัก

นักลงทุนที่มองหาสูตรสำเร็จด้านการลงทุนว่าจะต้องทำ 1-2-3-4  แล้วประสบความสำเร็จแบบแน่นอน  ผมบอกได้เลยครับว่า”ไม่มี”  เพราะเมื่อคุณก้าวออกมาจากโลกแห่งความมั่นคงของดอกเบี้ยเงินฝาก (กรณีที่รัฐยังคุ้มครองอยู่)  คุณจะต้องพบกับความเสี่ยง  ไม่ว่าคุณจะลงทุนทำธุรกิจด้วยตนเองหรือเป็นนักลงทุนในทรัพย์สินประเภทใดๆก็ตาม  นั่นคือคุณมีโอกาสขาดทุนหรือเจ๊งได้

แต่ความเสี่ยงไม่ใช่สิ่งที่จะหยุดยั้งเราจากความสำเร็จครับ

การบริหารความเสี่ยงและผลตอบแทน (Risk/Reward) อย่างเหมาะสมจะทำให้นักลงทุนประสบความสำเร็จได้  ...แล้วเราจะทำอย่างไรดีล่ะ?  การเรียนรู้จากนักลงทุนที่ประสบความสำเร็จเป็นสิ่งจำเป็นครับ แต่การทำตามแนวทางการลงทุนของเซียนโดยไม่รู้จักตนเองเลยนั้น  ก็เหมือนกับการเลือกอาวุธที่ไม่เหมาะสมกับตนเองออกไปสู้  ...อาวุธ เช่น ดาบคู่ อาจจะเป็นยอดศาสตราเมื่ออยู่ในมือยอดนักรบอย่างมูซาชิ  แต่ถ้าดาบคู่เล่มเดียวกันอยู่ในมือของทหารเลวคงไม่สามารถสำแดงพลังออกมาได้  แต่ไม่ได้หมายความว่าดาบคู่ไม่ใช่อาวุธที่ดี

การเข้าใจความสามารถ  ความถนัดของตนเอง  เลือกอาวุธที่เหมาะสมกับตนเอง  จึงเป็นสิ่งจำเป็นต่อนักรบที่จะก้าวสู่สนามรบที่เต็มไปด้วยยอดฝีมือระดับสูงแล้วเป็นผู้ชนะได้ (หรืออย่างน้อยไม่แพ้ เอาตัวรอดได้)

นักเก็งกำไรชั้นเซียนระบบการเทรดยังไม่เหมือนกัน  บางคนดู MACD  บางคนดู RSI  บางคนดู indicator ของตนเอง  นักเก็งกำไรบางคนดูข่าวควบคู่ไปด้วย  บางคนดูแต่กราฟไม่ดูพื้นฐานเลย (จริงๆ ผมก็ยังไม่ถ่องแท้เรื่องการเทรดเท่าไรนักนะครับแค่ยกตัวอย่างให้ฟัง) ...นักลงทุนเน้นคุณค่าเองก็มีแนวทางและความถนัดในรูปแบบที่แตกต่างกัน  เช่น  บางคนชอบหุ้นโภคภัณฑ์  บางคนชอบหุ้นเติบโต  บางคนถือแต่หุ้นสุดยอด (Super stock)  บางคนดูทั้งพื้นฐานหุ้นและดูกราฟประกอบไปด้วย  บางคนไม่ใช้กราฟเลย  บางคนเล่นรายไตรมาส  รายปี  ขณะที่บางคนดูยาวไป 5 ปี  ฯลฯ

ดังนั้นความเข้าใจตนเองของนักลงทุนจึงเป็นสิ่งจำเป็นในการเลือกแนวทางการลงทุนของตนเองเพื่อที่จะประสบความสำเร็จ  ผมเองสอนมือใหม่มาหลายรุ่น  นักเรียนแต่ละคนผมก็ไม่เคยบอกว่าจะต้องทำแบบผมนะ ต้องลงทุนในหุ้นเติบโตแล้วถือยาวๆถึงจะดีนะ  บางคนดูแววแล้วน่าจะเป็นนักเก็งกำไรที่ดีได้ผมก็แนะนำแนวทางเก็งกำไรไป  แต่ผมสอนรายละเอียดไม่ได้เพราะผมไม่ถนัดเก็งกำไร  ผมสอนแต่สิ่งที่ผมเข้าใจและเชื่อมั่นเท่านั้น

ในการทำความเข้าใจตนเองนั้น  ประเด็นที่ต้องสังเกตผมว่ามีดังนี้ครับ   

วันพฤหัสบดีที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

หนังสือที่ผมแนะนำให้นักลงทุนอ่าน

ช่วงนี้ผมได้รับคำถามเรื่องหนังสือค่อนข้างบ่อยจากเพื่อนนักลงทุนหน้าใหม่ผู้ที่สนใจการลงทุนในหุ้น  ถ้าเพื่อนๆสนใจการลงทุนแนวใช้ปัจจัยพื้นฐาน  ผมมีหนังสือที่แนะนำดังนี้ครับ

หนังสือที่”ต้องอ่าน” (ทุกเล่มเป็นภาษาไทยครับ)

1.คัมภีร์หุ้น โดย คุณ โสภณ ด่านศิริกุล (อ่านเพื่อให้เห็นภาพรวมของการเล่นหุ้น) และ rich dad poor dad พ่อรวยสอนลูกเล่ม 1-2 เพื่อได้ concept ทรัพย์สิน หนี้สิน การลงทุนและเงิน 4 ด้าน

2. ตีแตก โดย ดร. นิเวศ เหมวชิรวรากร (เซียนหุ้นกูรูการลงทุนแบบ VI) (จริงๆควรอ่านทุกเล่มที่ดร.เขียนครับ)

3. หนังสือของ Peter Lynch (ปีเตอร์ ลินส์) ทั้ง 3 เล่ม
- One up on wall street (เหนือกว่า วอลสตรีท)
- Beating the street (ลงทุนอย่าง...ปีเตอร์ ลินส์)
- Learn to earn (เรียนให้รวย)

4. หนังสือที่พูดถึงแนวคิดของ Warren Buffet (วอเรน บัฟเฟตต์) เล่มที่ผมแนะนำมีดังนี้
- แก่นแท้ของบัฟเฟต์ (The essential Buffet) เขียนโดย Robert G. Hagstrom
- How Buffet does it? ตามรอยวอเรน บัฟเฟตต์ เขียนโดย James Pardoe
- ศาสตร์แห่งบัฟเฟตต์ (Buffettology) เขียนโดย Mary Buffet และ David Clark
- Warren Buffet and the art of stock arbitrage

5. หนังสือที่แปลโดยคุณ พรชัย รัตนนทชัยสุข ดังนี้
- ลงทุนสวนกระแสอย่าง...แอนโทนี โบลตัน (Investing against the tide) เขียนโดย Anthony Bolton
- นักลงทุนดันโด : The Dhandho Investor เขียนโดย Mohnish Pabrai
- The intelligence investor เขียนโดย  Benjamin Graham (อาจารย์ของบัฟเฟตต์  ปรมาจารย์การลงทุนแบบ VI)
- การลงทุนแบบเน้นคุณค่า มหาวิทยาลัยโคลัมเบีย

6. หนังสือด้านบัญชี ดังนี้
- อ่านงบการเงินให้เป็น เขียนโดย ดร. ภาพร เอกอรรถพร
- ร้านไหนกำไรมากกว่า
- วอเรน  บัฟเฟตต์  และการตีความงบการเงิน

7. หนังสือซีรี่หุ้นห่านทองคำของ คุณ เทพ รุ่งธนาภิรมย์ เล่มที่แนะนำดังนี้
- กลยุทธ์หุ้นห่านทองคำ, ยุทธศาสตร์หุ้นห่านทองคำ (จริงๆก็น่าอ่านทุกเล่ม)

8. หนังสือของคุณสุมาอี้ (นรินทร์  โอฬารกิจอนันต์) ทุกเล่ม โดยเฉพาะ
- วัดมูลค่าหุ้นด้วยตัวคุณเอง
- 85 ไอเดียการลงทุนในตลาดหุ้นไทย
- ตลาดหุ้นไทย the survival kit
- มหัศจรรย์กลยุทธ์ทางธุรกิจ
- โอกาสและความน่าจะเป็น

9. หนังสือ Money Game ผ่ากลเงินนอก เขียนโดย คุณ วิศิษฐ์ องค์พิพัฒนกุล (เซียน Fundflow)

10. หนังสือของ Philip A. Fisher
- Common stocks uncommon profits
- Paths  to the wealth through common stocks

11.หนังสือแนวคิดของ John Neff – ลงทุนแบบจอห์น เนฟฟ์

12. หนังสือแนวจิตวิทยาการลงทุน เช่น  Sway (เขว), พฤติกรรมพยากรณ์ (Predictably irrational) เป็นต้น

นี่ยังไม่รวมหนังสือที่ควรอ่านอีกมากมายนะครับ (ว่างจะมา update ต่อ – เยอะมากๆ)

ถ้ายังรู้สึกว่าเยอะให้อ่านแค่ ตีแตก และ เหนือกว่า วอลสตีท ไปก่อนครับ

บางทีเพื่อนๆเห็นรายชื่อหนังสือแล้วอาจจะเริ่มเสียดายเงินค่าหนังสือ (ผมน่าจะหมดไปเป็นหมื่นกับค่าหนังสือ) แต่ผมยืนยันว่าทุกเล่มคุ้มค่าเงินที่จ่ายไป การลงทุนในความรู้สามารถทำเงินตอบแทนคืนมาให้เราได้หลายเท่านัก บางคนเสียดายเงินค่าหนังสือจำนวนเล็กน้อยแต่ต้องไปขาดทุนในตลาดเป็นเงินจำนวนมากๆเพราะขาดความรู้ในการลงทุนครับ

การลงทุนในความรู้เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดอย่างหนึ่งในชีวิตครับ

วันจันทร์ที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ทบทวนความผิดพลาดครึ่งปี 54

ในการลงทุนนักลงทุนควรจะมีการวัดผลเปอร์เซ็นต์ของผลตอบแทนที่เราทำได้เมื่อเทียบกับเงินต้น  ซึ่งการวัดอาจจะทำปีละครั้ง  เนื่องจากการวัดผลตอบแทนบ่อยๆนั้นเป็นการเสียเวลาในการไปวางกลยุทธ์  การศึกษาข้อมูลของหุ้นที่เรากำลังจะเข้าซื้อหรือหุ้นที่เราถืออยู่  นอกจากนั้นผลตอบแทนระยะสั้นรายวันรายเดือนหรือแม้แต่รายไตรมาสอาจจะไม่ได้บอกอะไรมากนักถ้าเราเป็นนักลงทุนระยะยาว 
โดยสูตรการคิด  ผลตอบแทนพอร์ต (IRR – Internal rate of return)  ที่ผมใช้คือ

ลองสมมุติค่าต่างๆ

A = เงินในพอร์ตปลายปี (ทั้งเงินสดและหุ้น)
B = เงินทั้งพอร์ตต้นปี (ทั้งเงินในหุ้นและเงินสดรอซื้อหุ้น)
C = เงินเก็บที่เพิ่มเข้าพอร์ตระหว่างปี
X = (จำนวนเดือนของเงิน C/12) x C

สรุป    ผลตอบแทนพอร์ต (IRR)  =  (A - B - C)/ (B + X)

โดยการเทียบผลตอบแทนพอร์ตให้เทียบกับทั้ง 3 ข้อดังนี้
1. ดัชนี SET index ถ้าชนะตลาดถือว่าใช้ได้
2. ไม่ขาดทุน  (เมื่อมองภาพรวมทั้งพอร์ต)
3. ทำผลตอบแทนให้ได้อย่างน้อย 15 เปอร์เซ็นต์ต่อปี (เพราะถ้าทำได้น้อยกว่านี้เราควรจะไปลงทุนในกองทุนดัชนีหรือกองทุนอสังหาริมทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยที่ 10 เปอร์เซ็นต์ต่อปีมากกว่าจะลงทุนเอง)

อย่างไรก็ตามแม้แต่การวัดผลการลงทุนปีต่อปีก็อาจจะยังบอกถึงผลตอบแทนระยะยาวระดับ 5-10 ปีไม่ได้  เช่น หุ้นบางตัวนิ่งหรือซึมลงหลายปีก่อนที่จะวิ่งรุนแรงหลายเด้งในปีเดียว  ดังนั้นการวัดผลตอบแทนพอร์ตจึงควรพิจารณาตามกลยุทธ์ในการลงทุนของเราด้วยครับ  (เพราะถ้าเจอหุ้นแบบนี้แล้ววัดผลตอบแทนบ่อยๆนักลงทุนจะหมดกำลังใจถือได้ครับ)

ในครึ่งปีนี้ผลตอบแทนพอร์ตโดยรวมของผมอยู่ที่ 14-15 เปอร์เซ็นต์  ยังชนะตลาดอยู่ครับแต่อาจจะไม่มากเท่าปีก่อนๆ   

และอีกอย่างที่ควรทำควบคู่กันไปคือ...ให้กลับมาทบทวนความผิดพลาดของตัวเองในช่วงที่ผ่านมา โดยทบทวนบ่อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้  โดยผมจะจดบันทึกความผิดพลาดลงไปทุกครั้งและพยายามที่จะไม่ทำซ้ำอีก

และนี่คือความผิดพลาดของผมโดยสรุปในช่วงครึ่งปี 54

วันจันทร์ที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

บทความ Fan service 1000 Hits : ผู้ชายดี–ผู้ชายเลว–ผู้ชายรวย และมุขจีบสาวตลกๆ

ผมขอขอบคุณทุกคนที่เข้ามาอ่าน blog ผมนะครับ  ตอนนี้ได้มีคนกดเข้ามาอ่านเกิน 1000 ครั้งแล้ว  แม้ว่าอาจจะไม่มากเมื่อเทียบกับ blog ดังๆ  เนื่องจากผมเองก็ไม่ได้ไปโปรโมท blog เลยซักนิดเดียว  แต่ผมดูสถิติแล้วรู้เลยว่าแต่ละคนที่เข้ามาอ่านไม่ได้กดเข้ามาทีเดียว  แต่อ่านหลายบทความซ้ำแล้วซ้ำอีก

ผมตั้งใจให้ทุกบทความที่เขียนทำให้ผู้อ่านมีชีวิตที่ดีขึ้น  ไม่ว่าจะเป็นด้านแรงบันดาลใจ  ความรู้ในการลงทุนในหุ้น  การพัฒนาตนเองในทุกๆด้านของชีวิต  ถ้าชีวิตของทุกคนดีขึ้นไม่ว่าทางใดทางหนึ่งนั่นคือสิ่งที่ทำให้ผมมีความสุขที่สุดแล้ว

นี่เป็นบทความขอบคุณแฟนๆของผมนะครับ 

ผู้ชายดี  ผู้ชายเลว ผู้ชายรวย  (อาจจะข้ามไปอ่านตรงมุขได้เลยครับ)

ช่วงนี้เพื่อนๆผมได้แต่งงานไปหลายคน  ผมได้ไปงานแต่งหลายงานที่น่าประทับใจ  พอกลับมามองตัวเอง  ผมยังอยู่เป็นโสดอยู่เลย แม้ว่าอายุ 30 ปีจะเป็นอายุที่ไม่มากสำหรับผู้ชายก็ตาม นั่นทำให้ผมต้องกลับมาทบทวนตัวเองอีกครั้ง 

ถ้าคุณเป็นคนหน้าตาดี  มีอาชีพที่มั่นคง  เฉลียวฉลาด เรียนจบสูง รอบรู้เรื่องการลงทุน มีพอร์ตการลงทุนขนาดใหญ่  นิสัยดีมีน้ำใจ  เกิดมาในครอบครัวที่อบอุ่นและมีฐานะ  ก็คงไม่แปลกที่จะมีผู้หญิงมาชอบมากมาย  แต่เราไม่สามารถที่จะให้ความสุขผู้หญิงได้ทุกคน  เรารักผู้หญิงคนที่”ใช่”ได้เพียงคนเดียวเท่านั้น    

เมื่อหลายปีก่อนตอนที่ผมยังไม่มีใครเห็นคุณค่า  ผมเคยสงสัยว่าทำไมผู้หญิงส่วนใหญ่ชอบคนเลว  คนนิสัยไม่ดี  รู้ทั้งรู้ว่าคบแล้วเสียใจทำไมถึงยังไปรักเขาอยู่  ปัญหานี้อยู่กับผมมาเป็นสิบปี  ผมเคยคิดกระทั่งว่าถ้าเราอยากจะมีแฟน  มีครอบครัว  เราทำตัวให้มันเลวๆดีไหม  เพราะเป็นคนดีไม่มีใครเอา  ไม่มีใครต้องการ  แต่พอถามตัวเองอีกครั้งว่า...แล้วเราเป็นได้ไหม?  คนเลวน่ะ  คำตอบคือเราเป็นไม่ได้!!!  เพราะพ่อแม่เราสอนมาแบบนี้ 

ถ้างั้นผู้ชายนิสัยดีๆควรจะทำอย่างไรดี?  ถึงจะประสบความสำเร็จในเรื่องความรักได้

วันศุกร์ที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

กลยุทธ์การลงทุนจากหมากกระดาน (ตอนที่ 2)

    มาว่าเรื่องหมากล้อมกันต่อนะครับ

ถึงแม้ว่าการเล่นโกะจะดูเรียบง่าย  แต่ด้วยความน่าจะเป็นของรูปแบบหมากที่สูงมากของโกะ  ทำให้มีอิสระในการวางกลยุทธ์มาก  เราจึงพบเห็นนักเล่นโกะหลายรูปแบบ  บ้างก็เน้นล้อมมุมให้รัดกุม  บ้างก็เน้นขยายอิทธิพล  บ้างก็เป็นสายโจมตี  บ้างก็เป็นสายป้องกัน ปัจจุบันยังบอกไม่ได้ว่าแนวทางไหนดีที่สุด  ซึ่งกลยุทธ์ทั้งหลายที่นำมาใช้ล้วนแล้วแต่มุ่งไปสู่เป้าหมายของเกมส์คือ ...ชิงพื้นที่ให้ได้มากที่สุด  (ไม่ใช่จับกินให้ได้มากที่สุด)

ในการลงทุนนั้นความจริงก็เรียบง่าย  แค่ต้องซื้อถูกขายแพง  คุณก็จะเป็นผู้ชนะในเกมส์นี้  แต่ด้วยความน่าจะเป็นมากมายของเหตุการณ์ที่ส่งผลต่อธุรกิจและราคาหุ้นในอนาคต  ทำให้เกมส์การลงทุน  (ซึ่งผมถือว่าเป็นหมากกระดานอย่างหนึ่ง)  นั้นไม่ง่ายเลย   มีการคิดกลยุทธ์การลงทุนมากมายหลายสำนัก  ไม่ว่าจะเป็น  Quant (การใช้คณิตศาสตร์ในการลงทุน)  นักลงทุนสายเทคนิคอล  นักลงทุนแนวปัจจัยมหภาค  นักลงทุนหุ้นคุณค่า  ฯลฯ  ซึ่งแต่ละแบบสามารถแบ่งย่อยออกไปได้อีกมากมาย

เวลาเราเล่นหมากกระดาน  ถ้าเราเล่นไม่เป็นเราจะเฉยๆแพ้ก็ช่างชนะก็ไม่เป็นไร  แต่ถ้าเราเล่นไปได้สักพักจนเข้าใจเกมส์  เราจะรู้สึกมีอารมณ์ร่วมไปกับกับเกมส์  ตื่นเต้นเมื่อเสียเปรียบ ดีใจเมื่อได้เปรียบ  เสียใจเมื่อแพ้  ดีใจเมื่อชนะ ยิ่งถ้าเป็นการเล่นแบบเดิมพันยิ่งทำให้เกมส์มีผลต่ออารมณ์เพิ่มขึ้นไปตามน้ำหนักของการเดิมพันนั้น

การลงทุนก็คือเกมส์การเงิน  (ซึ่งผมถือว่าเป็นหมากกระดานอย่างหนึ่ง)  ที่มีการเดิมพันสูงกว่าการแข่งชิงแชมป์ทุกหมากกระดาน  เพราะมีเม็ดเงินที่ได้เสียจากการซื้อขายนับพันๆล้านบาทต่อวัน  (ถ้าคิดรวมทั้งโลกยิ่งสูงกว่านี้หลายเท่า)  ดังนั้นผลกระทบต่อจิตใจยิ่งสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว  บางคนอาจจะถึงขั้นกินไม่ได้นอนไม่หลับ

ต้องอาศัยการฝึกฝนจิตใจร่วมไปกับการฝึกกลยุทธ์การเดินหมาก  ในการเล่นโกะระดับสูงหรือการแข่งชิงแชมป์  การอ่านทางหมากอาจจะไม่สำคัญเท่าการควบคุมจิตใจ  เพราะนักเล่นโกะชั้นเซียนนั้นต่างรู้อยู่แล้วว่าในแต่ละสถาณการณ์ควรดินหมากอย่างไร  แต่จะทำได้หรือไม่อยู่กับสภาพจิตใจ

และเมื่อเล่นไปถึงจุดหนึ่งเราจะเลิกยึดติดแพ้ชนะ  จะมีแต่ดำกับขาว  ชนะหรือแพ้ก็ต้องเรียนรู้  ไม่มีการยึดติดว่าชั้นชนะ เธอแพ้  มีแต่ขาวกับดำ  และดูกระบวนการเดินหมากเป็นหลัก

นั่นคือชนะได้โดยไม่คิดเอาชนะ...หมั่นสร้างเหตุที่ดีผลที่ดีจะตามมาเอง

การลงทุนก็เช่นกัน...เมื่อเราฝีมือการลงทุนเก่งขึ้น  ไม่ว่าเราได้กำไรหรือขาดทุนเราจะเรียนรู้จากมัน  มากกว่าที่มาคร่ำครวญเมื่อขาดทุนหรือคุยโม้โอ้อวดว่าได้กำไร  มีแต่กระบวนการคิด  การตัดสินใจและพอร์ตการลงทุน  ไม่มีตัวกูของกูอยู่ในนั้น  และฝึกฝนฝีมือให้เก่งขึ้นเรื่อยๆ  จิตใจเปิดกว้างให้กับการศึกษา

ถึงไม่คาดหวังผลตอบแทนที่เป็นเลิศ...แต่ถ้าหมั่นสร้างเหตุที่ดี  บริหารความเสี่ยงและผลตอบแทนอย่างฉลาด  ผลตอบแทนที่ดีจะตามมาเอง

สำหรับผม...การลงทุนนั้นจะยากกว่าหมากกระดาน  เพราะการลงทุนมีปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้มากกว่าบนกระดาน

เรามาว่ากันต่อเรื่องกลยุทธ์หมากล้อมที่สำคัญๆที่นำไปใช้ได้กับการลงทุนกันครับ