วันจันทร์ที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2554

การพนัน VS การลงทุน

สมัยก่อนที่ผมจะเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้น  ผมเคยมีเพื่อนคนนึงที่เล่นหุ้น  ตอนนั้นผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าหุ้นคืออะไร  โดยเพื่อนผมเล่นหุ้นเหมือนเล่นการพนัน  ชอบถามมาร์เก็ตติ้งว่าซื้อตัวไหนดี  ขาดทุนก็โทษคนอื่น  ดูกระวนกระวายใจตลอดเวลา  ถามความเห็นคนรอบตัวตลอดเวลา  พอได้กำไรก็ดีใจโวยวาย  ช่วงนั้นผมเรียนปี 5 การเรียนจะเบาลงกว่าปีที่ผ่านมาอย่างมากพอที่จะมีเวลาทำกิจกรรมอย่างอื่นบ้าง  ผมเลยเอาเวลาไปเล่นหมากล้อมแทนและไม่คิดจะสนใจเล่นหุ้นเลยแม้แต่น้อย 

โอกาสการลงทุนในหุ้นของผมหายไป 5 ปีเพียงเพราะผมคิดว่าคนเล่นหุ้นทุกคนต้องเป็นแบบเพื่อนของผม  ที่เล่นหุ้นเหมือนเล่นการพนัน  ปัจจุบันเพื่อนคนนี้ยังคงเหมือนเดิมและไม่ได้ร่ำรวยขึ้นมาจากหุ้นแต่อย่างใด

เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ผมเสียใจมาก  ผมเข้าตลาดหุ้นช้ามากกว่าที่ควรจะเป็น  ผมเริ่มเล่นตอนอายุ 28 ปี  ทั้งที่ช่วงที่ 5 ปีผ่านมาผมมองเห็นการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคมากมาย  สามารถวิเคราะห์เป็นหุ้นเติบโตได้หลายตัว  แต่เพียงเพราะผมไม่มีตัวอย่างนักลงทุนที่ดีและมีทัศนคติในด้านลบอย่างมากกับตลาดหุ้น

ผมไม่อยากให้นักลงทุนหน้าใหม่ต้องซ้ำรอยผม  ...ที่เคยมองว่าหุ้นคือการพนัน  เล่นแล้วอาจเจ๊งหมดตัวได้  คนที่รวยจากหุ้นต้องมีข่าววงใน  ต้องมีเวลาเฝ้าตลาดตลอดเวลา  ต้องเป็นนักลงทุนรายใหญ่ที่มีเงินหนา  ต้องตามข่าวตลอดเวลา  นักลงทุนรายย่อยคนทำงานประจำที่ค่อนข้างยุ่งอย่างผมไม่มีทางเล่นแล้วได้กำไรจากหุ้นได้  เรื่องรวยจากหุ้นไม่ต้องพูดถึง...ไม่มีทาง!!!

ทัศนคติต่อตลาดหุ้นในเชิงการลงทุนจึงเป็นสิ่งสำคัญมาก  โชคยังดีที่ช่วงปี 52 ผมได้มีผู้ใหญ่ท่านนึงแนะนำให้ผมไปอ่านหนังสือของปู่ Warren Buffet  ทัศนคติต่อการเล่นหุ้นของผมก็เริ่มเปลี่ยนไป...

การมีกัลยาณมิตรเป็นสิ่งที่สำคัญมากเลยนะครับ  ถึงผมจะเจอช้าหน่อยแต่ผมก็ยังเจอ  และครั้งนี้ผมตั้งใจเป็นกัลยาณมิตรให้กับทุกคนโดยเฉพาะมือใหม่ครับ

เล่นหุ้นให้เป็นการลงทุนในหุ้น  ไม่ใช่การพนัน  เพราะถ้าเล่นหุ้นแบบการพนันจะได้รับผลลัพธ์แบบการพนัน ..คือ หมดตัว!

เพื่อนๆเชื่อไหมว่า...ตั้งแต่ก่อนมาเล่นหุ้น  ผมแทบไม่เล่นการพนันเลย  ป๊อกเด้งเล่นกินตังค์บาทสองบาทก็ไม่เล่น  เล่นไพ่ก็เล่นแบบไม่กินตังค์  เพราะผมคิดว่าการพนันเป็นอบายมุขเป็นทางสู่ความเสื่อม  ที่ผมเคยเล่นครั้งเดียวคือซื้อเลขท้าย 3 ตัว  ซื้อให้รู้ว่าเค้าเล่นกันยังงัย  แต่ผลลัพธ์นะเหรอ?....แน่นอนครับ...ผมถูกเจ้ามือกินเรียบ!  555

คนอย่างผมที่ไม่เล่นการพนันเลยแม้ว่าจะเดิมพัน 1-2 บาท  แต่กลับมาเล่นหุ้นด้วยจำนวนเงินเก็บเกือบทั้งหมดในช่วง 2 ปีผ่านมา  นั่นเป็นเพราะผมมองว่าการเล่นหุ้นคือการลงทุนครับ

การพนันและการลงทุนต่างกันอย่างไร?

ในมุมมองของผมแบ่งแยกการลงทุนกับการพนันด้วยปัจจัย 2 อย่างครับ  นั่นคือ...กำไรคาดหวังจากการลงทุนและสภาพจิตใจขณะลงทุนครับ

1. กำไรคาดหวัง (Expected Profit)

สมการของกำไรคาดหวัง  :  Expected profit  = (probability x gain) – (probability x loss)

Probability คือ  ความน่าจะเป็นที่จะเหตุการณ์  ในกรณีนี้คือโอกาสที่จะได้กำไรหรือขาดทุน
Gain คือ  ถ้าได้กำไรจากวางเงินเดิมพันครั้งนี้จะได้เท่าไร  กี่เปอร์เซนต์ของเงินเดิมพัน
Loss คือ  ถ้าขาดทุนจากการวางเงินเดิมพันครั้งนี้จะเสียเท่าไร  กี่เปอร์เซ็นต์ของเงินเดิมพัน

กำไรคาดหวัง  คือผลรวมของกำไรหรือขาดทุนที่ได้จากทุกเหตุการณ์ที่น่าจะเกิดขึ้นทั้งหมด  ถ้าเป็นบวกแสดงว่ามีโอกาสได้กำไรมากกว่าขาดทุน  ถ้าเป็นลบแสดงว่ามีโอกาสขาดทุนมากกว่าได้กำไร  โดยจะเห็นผลชัดเจนยิ่งขึ้นในระยะยาวที่มีการเดิมพันซ้ำหลายรอบ

ยกตัวอย่างการทอยเหรียญ –  กำหนดให้การทอยเหรียญถ้าออกหัวได้เงิน 2 บาทต่อเงินเดิมพัน 1 บาท (ได้ 2 เท่า)  แต่ถ้าออกก้อยเสียเงิน 1 บาทต่อเงินเดิมพัน 1 บาท (เสียหมดเลย)  โดยความน่าจะเป็นที่จะออกหัวหรือก้อยเท่ากันคือ 50:50  การทอยเหรียญครั้งนี้จะมีค่ากำไรคาดหวังเป็นบวก  ผมจะแสดงวิธีคิดให้ดูนะครับ

กำไรคาดหวัง =  (2 x 0.5) – (1 x 0.5)  =  0.5 บาทต่อเงินเดิมพัน 1 บาท  คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ต่อเงินเดิมพันได้ +50 เปอร์เซ็นต์ต่อเงินลงทุน  จัดว่าการทอยเหรียญนี้เป็นการเดิมพันที่น่าลงทุนมาก  (สังเกตุนะครับ...ผมใช้คำว่าลงทุน)

ถึงตรงนี้หลายคนจะมองว่า...ถึงกำไรคาดหวังเป็นบวกแต่ยังมีความเสี่ยงที่จะเสียเงินทั้งหมดอยู่ดี  เช่น  ถ้าเรามีเงิน 10 บาท  แล้วลงเงินเดิมพันทั้งหมด 10 บาทในครั้งเดียว  โอกาสที่เราจะสูญเงินทั้งหมดที่มีสูงถึง 50 เปอร์เซ็นต์

เพราะอะไรการเดิมพันที่กำไรคาดหวังเป็นบวกถึงเป็นการลงทุนครับ...ผมจะยกตัวอย่าง 2 ตัวอย่างนะครับ

กรณีที่ 1 เรามีเงิน 10 บาทแล้วเราลงเงินเดิมพันทีละ1 บาท 10 กองพร้อมกัน   
- โอกาสที่เราจะสูญเสียเงินทั้งหมดในการเดิมพันแบบนี้  =  0.5 ยกกำลัง 10 =  0.000976  ขอปัดเศษเป็นตัวเลขกลมๆ  = 0.001  นั่นคือโอกาสสูญเสียเงินทั้งหมดมีแค่น้อยกว่า 1 ในพัน  ซี่งนับว่าน้อยมาก
- โอกาสที่น่าจะเกิดมากกว่าคือ  ออกหัว 5 เหรียญและออกก้อย 5 เหรียญ  (เพราะความน่าจะเป็น 50 : 50 อาจจะมีหัวหรือก้อยมากกว่านิดหน่อย)  เราจะได้ผลลัพธ์ดังนี้  =  (5 x 2) – (1 x 5) = 5 บาทต่อเงินเดิมพัน 10 บาทที่แบ่งเป็น 10 กองแล้วเดิมพันพร้อมกัน  คิดเป็นผลตอบแทน 50 เปอร์เซ็นต์ต่อเงินเดิมพัน  จะเห็นได้ว่าแม้ว่าโอกาส 50 : 50  แต่ด้วยกำไรคาดหวังที่เป็นบวกเราจะยังได้กำไรอยู่ดี
- โอกาสที่เลวร้ายที่น่าจะพอเกิดขึ้นได้แต่ไม่มากคือ  ออกหัว 3 เหรียญและออกก้อย 7 เหรียญ  ลองมาคิดผลตอบแทนกรณีนี้ดูนะครับ = (3 x 2) – (7 x 1) = -1  นั่นคือเสีย 1 บาทต่อเงินเดิมพัน 10 บาท  คิดเป็นขาดทุน 10 เปอร์เซ็นต์ต่อเงินเดิมพัน  จะเห็นได้ว่าเหตุการณ์จะต้องไม่ปกติถึงเราจะขาดทุน  และการขาดทุนนั้นจะไม่มากจนกระทั่งเราหมดตัว

กรณีที่ 1 สรุปว่า...เราใช้การแบ่งเงินเดิมพันเป็นหลายกอง  ยิ่งหลายกองโอกาสหมดตัวยิ่งน้อยลง  จากการที่เรากระจายความเสี่ยงแบบแบ่งกองในการเดิมพัน  และยิ่งกองจำนวนมากเท่าไร  สัดส่วนหน้าเหรียญที่ออกจะใกล้เคียงกับความน่าจะเป็นของผลการทอยเหรียญเท่านั้น 

กรณีที่ 2 เรามีเงิน 10 บาทแล้วลงเงินเดิมพันทีละ1 บาทต่อครั้ง
- โอกาสที่เราจะสูญเสียเงินทั้งหมดในการเดิมพันแบบนี้ = 0.5 ยกกำลัง 10 ...นั่นคือโอกาสสูญเสียเงินทั้งหมดมีแค่น้อยกว่า 1 ในพัน  ซี่งนับว่าน้อยมาก  (วิธีคิดจะเหมือนตัวอย่างข้างบนครับ) นั่นคือต้องออกก้อย 10 ตารวด
- โอกาสที่น่าจะเกิดมากกว่าคือ  ออกหัว 5 เหรียญและออกก้อย 5 เหรียญ  แต่ลำดับผลลัพธ์และรูปแบบจะแตกต่างกันไปเนื่องจากทอยทีละเหรียญ  เหตุการณ์แต่ละเหตุการณ์จะเป็นอิสระต่อกัน  (เพราะความน่าจะเป็น 50 : 50 อาจจะมีหัวหรือก้อยมากกว่านิดหน่อย)  เราจะได้ผลลัพธ์ดังนี้  =  (5 x 2) – (1 x 5) = 5 บาทต่อเงินเดิมพัน 10 บาทที่แบ่งเป็น 10 กองแล้วเดิมพันพร้อมกัน  คิดเป็นผลตอบแทน 50 เปอร์เซ็นต์ต่ดเงินเดิมพัน  จะเห็นได้ว่าแม้ว่าโอกาส 50 : 50  แต่ด้วยกำไรคาดหวังที่เป็นบวกเราจะยังได้กำไรอยู่ดี

กรณีที่ 2 สรุปว่า...เราใช้การแบ่งเงินเดิมพัน  ลงเดิมพันทีละกองแต่ทยอยลงหลายครั้ง  ยิ่งเดิมพันหลายครั้งยิ่งโอกาสหมดตัวยิ่งน้อยลง  จากการที่เรากระจายความเสี่ยงแบบค่อยๆทยอยลงเงินในการเดิมพัน  และยิ่งจำนวนครั้งของการเดิมพันมากเท่าไร  สัดส่วนหน้าเหรียญที่ออกจะใกล้เคียงกับความน่าจะเป็นของผลการทอยเหรียญเท่านั้น

ทั้ง 2 กรณีเป็นการยกตัวอย่างในการบริหารหน้าตักเงินทุนเพื่อลดความเสี่ยงจากการเดิมพันเงินทั้งหมดเพียงครั้งเดียว   

แม้ว่าการลงเงินเดิมพันทั้งหมด 10 บาทจะมีโอกาสที่เราจะหมดตัว  50 เปอร์เซ็นต์ก็ตาม  แต่ด้วยกำไรคาดหวังที่เป็นบวกและการบริหารจัดการหน้าตักที่ดี (Money Management)  การทอยเหรียญนี้จะเป็น  “การลงทุน”

ดังนั้นการลงทุนคือ...การเดิมพันที่มีกำไรคาดหวังเป็นบวกถึงบวกมากๆและมีการบริหารจัดการเงินที่ดี (Positive expected profit and good money management)  ปล.นิยามนี้ผมคิดเองไม่ได้มาจากตำราเล่มไหนนะครับ  เอาไปใช้อ้างอิงในเชิงวิชาการไม่ได้นะครับ)

ลองดูการพนันจริงๆกันบ้าง...

หวยเลขท้าย 2 ตัว 3 ตัว ลอตเตอรี่ แทงบอล ฯลฯ  ล้วนแต่มีกำไรคาดหวังเป็นลบมากทั้งสิ้น (ลองไปคำนวณดูนะครับ)  ต่อให้ทำ money management แต่ในระยะยาวจะขาดทุน  แม้จะมีบางคนที่มีโชคดีอย่างมากจะได้กำไรในช่วงต้นก็ตาม  แต่สุดท้ายผลตอบแทนระยะยาวจะวิ่งเข้าหากำไรคาดหวังเสมอ (ขาดทุน)

ดังนั้นการพนันยิ่งเล่นยิ่งเจ๊ง  อย่าไปข้องแวะกับการพนันเด็ดขาดเพราะชีวิตจะมีแต่ล่มจมครับ

ระบบการลงทุนที่ดีจะมีกำไรคาดหวังเป็นบวกถึงบวกอย่างมาก  ไม่ว่าระบบนั้นจะเป็นการลงทุนจะเป็นการลงทุนแนวปัจจัยพื้นฐาน (Fundamental analysis)  หรือการลงทุนแนวปัจจัยทางเทคนิคอล (Technical analysis)  ระบบใดก็ตามทำให้ผลตอบแทนจากการลงทุนคิดเป็นกำไรคาดหวังที่เป็นบวก  ระบบนั้นถือเป็นการลงทุนทั้งสิ้น

แม้ว่าการลงทุนจะมีกำไรคาดหวังที่เป็นบวกถึงบวกอย่างมาก  แต่ต้องยอมรับว่าการลงทุนมีความเสี่ยงอยู่  ดังนั้นผมจะใช้คำว่า bet (เดิมพัน) เวลาที่เราลงทุนในหุ้นแต่ละบริษัท  เพื่อให้เราตระหนักถือความน่าจะเป็นทั้งด้านบวกและด้านลบ  และต้องมีการทำ Money management เสมอ

เราอาจจะตกใจกับคำว่าเดิมพัน (Bet)  แต่ชีวิตจริงเราก็เดิมพันอยู่ตลอดเวลา ... การเลือกคู่ครองก็เป็นการ”เดิมพัน”เพราะเราไม่รู้ว่าผลลัพธ์จะเป็นอย่างไร  มีความเสี่ยงที่หลังแต่งงานเขาอาจจะเผยสิ่งไม่ดีที่เรารับไม่ได้ออกมา  หรือแต่งไปแล้วชีวิตหลังแต่งงานไม่มีความสุข  คนที่เรามองข้ามไปอาจจะเหมาะสมกับเรามากกว่า  หรือการเลือกอาชีพก็เป็นการ”เดิมพัน”เพราะเราไม่รู้ว่าผลลัพธ์จะเป้นอย่างไร  จะประสบความสำเร็จหรือไม่  มีความเสี่ยงที่เราจะล้มเหลวและเสียเวลาไปฟรีๆ  ชีวิตคนเราเต็มไปด้วยการเดิมพันมากมาย  โดยที่การเดิมพันเหล่านั้นหลายครั้งมีกำไรคาดหวังเป็นบวกโดยที่เราไม่ได้คำนวณ  ยกตัวอย่างเช่น  การเข้าไปบอกรักคนที่เราแอบชอบ  ถ้าเกิดเค้าชอบเรา  ถือว่าได้ Big gain  แต่ถ้าเค้าไม่ชอบเรา  เราจะเสียใจ  ชีวิตเราก็ไม่ได้ต่างจากก่อนเราไปสารภาพรัก ถือว่า Limit loss เป็นต้นครับ

ดังนั้นอย่าไปกลัวการเดิมพันเลยครับ  เพราะเราทุกคนก็เดิมพันกันอยู่เรื่อยๆโดยที่เราไม่รู้ตัว

2. สภาพจิตใจขณะเล่นหุ้น

สิ่งที่แตกต่างอย่างมากระหว่างการลงทุนกับการพนันคือ...สภาพจิตใจของผู้เล่น

นักลงทุนที่เป็นมนุษย์ปุถุชนจะยังมีความโลภและความกลัวในจิตใจ  เราอยากได้กำไรแต่ขณะเดียวกันเราจะกลัวกาขาดทุน  ซึ่งฟังดูก็เป็นเรื่องปกติ  แต่เมื่อไรที่เราปล่อยให้อารมณ์ไม่ว่าจะเป็นความโลภและความกลัวเข้าครอบงำอยู่เหนือเหตุผลเมื่อนั้นเราจะมีจิตใจของนักพนัน 

จิตใจที่โลภจนหน้ามืด...เป็นจิตใจที่ไม่พร้อมรับความสูญเสีย  คิดเอาแต่ได้เพียงด้านเดียว  มอง Upside โดยไม่มอง Downside ไม่มองแผนการรับมือกับความเสี่ยงไว้เลย  และที่ยิ่งไปกว่านั้น Upside ที่พวกคนโลภมองจะไม่ได้มาจากการวิเคราะห์ตามเหตุและผลที่เป็นจริง  เป็น Upside ที่มาจากความอยากได้อยากมีล้วนๆ

แต่โลกไม่ได้ตามใจเรา...เมื่อหุ้นไม่ขึ้นและพร้อมจะดิ่งเหว  สิ่งที่เกิดขึ้นกับนักพนันจอมโลภคือ  สติแตกเพราะไม่ได้วางแผนล่วงหน้า  อาจจะถือติดดอยและภาวนาว่ามันจะกลับมาแล้วจะเลิกเล่นหุ้นแต่ความจริงอาจจะติดดอยตลอดไป  บางครั้งเมื่อเสียเงินไปแล้วจะพยายามเอาเงินคืนด้วยการเอาเงินจำนวนมากขึ้นไปเสี่ยงให้หนักขึ้น  ผลลัพธ์ที่ได้จากการกระทำที่ไม่ยั้งคิดยิ่งจะทำให้ทุกข์หนักกว่าเดิม

โดยความโลภอย่างมากอาจจะมาจากซื้อตามเซียน  ซื้อตามโบรกเกอร์  ซื้อตามข่าวลือข่าววงใน  โดยไม่ได้เข้าใจการลงทุนนั้นอย่างแท้จริง 

จิตใจที่กลัวจนหน้ามืด...เป็นจิตใจที่ไม่พร้อมรับความสูญเสียเช่นกัน  เหมือนเป็นด้านตรงข้ามของจิตใจที่โลภเพียงแต่กลับด้านกัน 

การใช้ความโลภในการลงทุนโดยที่ไม่ใช้ปัญญาก็ไม่ต่างอะไรกับการพนัน  แม้ว่าการกระทำจะเป็นแบบเดียวกันคือซื้อขายหุ้น  แต่เนื้อในจิตใจของนักลงทุนกับนักพนันจะต่างกันมาก

การซื้อหุ้นโดยไม่มีแผนการไว้ก่อน  ไม่ได้ศึกษาข้อมูลพื้นฐาน  คิดแต่จะเอาคิดแต่จะได้โดยไม่มีเหตุหรือความจริงรองรับ  หลังจากได้หุ้นมาก็จะเกิดความกระวนกระวาย  หุ้นขึ้นก็กระวนกระวายอยากรีบขายกลัวกำไรหาย  หุ้นลงก็กระวนกระวายอยากหลุดดอย  เวลามีข่าวร้ายก็กระวนกระวาย  เวลามีข่าวดีก็ตื่นเต้นดีใจ...แต่พอราคาหุ้นไม่ตอยสนองก็กระวนกระวายต่อ  หุ้นขึ้นก็กระวนกระวายว่าตัวเองซื้อน้อยไป  หุ้นลงก็กระวนกระวายไม่น่าไปซื้อเลย  ขายหุ้นแล้วหุ้นขึ้นต่อก็กระวนกระวายว่าตัวเองขายหมู  ตกลงชีวิตของนักลงทุนแบบพนันแทบไม่มีความสุขเลย 

จิตใจของนักลงทุน...คือจิตใจที่พร้อมจะรับความสูญเสีย (แม้จะไม่อยากT_T)  มีแผนการและภาพในใจอย่างชัดเจนแล้วทำไปตามแผนที่วางไว้  มีการประเมินผลตอบแทนและความเสี่ยงตามข้อมูลข้อเท็จจริง  เหตุผลอยู่เหนืออารมณ์  รู้ว่าเมื่อไรควรเข้าไปเดิมพัน  รู้ว่าเมื่อไรควรหยุดและเมื่อไรควรอยู่เฉยๆ

ถึงตรงนี้ผมขอสรุป...การเล่นหุ้นให้เป็นการลงทุนในหุ้น

1. ลงทุนในหุ้นที่ราคาเมื่อเทียบกับมูลค่าเมื่อประเมินจากพื้นฐานกิจการแล้วมีกำไรคาดหวังเป็นบวก  สร้างระบบการลงทุนของตนเองที่ทำให้พอร์ตโดยรวมมีกำไรคาดหวังที่เป็นบวก  ไม่ว่าระบบนั้นจะใช้หลักของ Fundamental หรือ Technical ก็ตาม

2. ลงทุนโดยใช้การบริหารจัดการเงินทุนอย่างเหมาะสมกับความเสี่ยง (Money management,  Portfolio management)

3. ลงทุนด้วยจิตใจที่อยู่เหนือความโลภและความกลัว  ประเมินเหตุและผลตามความจริง  ลงทุนตามหลักการของตนเองอย่างมีวินัย  มีความสุขในการลงทุนในหุ้น

หยุดเล่นหุ้นแบบการพนัน  แล้วหันมาลงทุนในหุ้นแทนนะครับ

:D

7 ความคิดเห็น:

  1. ยิ่งเขียน ยิ่งนุ่มครับ :D

    "แต่กลับมาเล่นหุ้นด้วยจำนวนเงินเก็บเกือบทั้งหมดในช่วง 2 ปีผ่านมา"
    โอ้โห ทำไมเงินเก็บเยอะจังครับ 555

    ตอบลบ
  2. ขอบคุณครับพี่ Unsign :D

    ผมทำงานได้เงินมาไม่ค่อยได้ใช้อ่ะครับ ช่วงไปใช้ทุนส่วนใหญ่มีแต่ทำงานน่ะครับ ผมเก็บเงิน 80-90 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ ค่าใช้จ่ายส่วนใหญ่มีแต่ค่าอาหาร ค่าการ์ตูน ค่าหนังสือครับ ผมไม่ได้ซื้อรถยนต์ด้วยครับ เพราะตอนนั้นเคยอ่านหนังสือ Rich Dad เค้าบอกว่ารถยนต์เป็นหนี้สิน ผมเลยยังไม่มีรถจนถึงทุกวันนี้ (เพื่อนรุ่นเดียวกันน่าจะเริ่มผ่อนรถหมดแล้วมั้ง) แล้วเงินเก็บผมก็ทยอยออมในฝากประจำดอกเบี้ยสูงกับแบ่งไปซื้อพันธบัตร

    แล้วเงินที่ทำงานและลงทุน 4 ปีนับแต่เรียนจบ ถึงได้เอามาลงทุนในหุ้นน่ะครับ

    :D

    ตอบลบ
  3. อ่านลื่นจริงๆเลย เห็นด้วยเลยครับพี่กอล์ฟ คำว่าเดิมพันนี่มันเหมือนของแสลงโดยเฉพาะกับนักลงทุนเมื่อต้องการพูดจาให้ดูน่าเชื่อถือ 55 แต่จริงๆแล้วก็ Bet กันทั้งนั้นเลย อะไรที่ยุ่งเกี่ยวกับอนาคตผมว่ามันก็เดิมพันกันทั้งหมดทั้งสิ้น เพียงแต่จะจัดการกันได้ชาญฉลาดแค่ไหนเท่านั้นเอง

    ปล. สุดยอดเลยนะครับเนี่ยเก็บเงิน 80 - 90 เปอร์เซนต์ของรายได้ในแต่ละเดือน ตบะไม่แตกได้นี่นับถือจริงๆเลยครับ 55

    ตอบลบ
  4. ขอบคุณครับน้องมด :D

    "อะไรที่ยุ่งเกี่ยวกับอนาคตผมว่ามันก็เดิมพันกันทั้งหมดทั้งสิ้น เพียงแต่จะจัดการกันได้ชาญฉลาดแค่ไหนเท่านั้นเอง" - เห็นด้วยมากๆเลยครับ

    ช่วงทำงานใหม่ๆไม่ค่อยมีเรื่องให้ใช้เงินน่ะ ช่วงนี้เก็บออมได้น้อยลงมาก (ประมาณ 20-30%) T_T ดีว่าพอร์ตพี่เริ่มโตด้วยตัวเองได้บ้างแล้ว

    ตอบลบ
  5. ไม่ระบุชื่อ30 พฤศจิกายน 2554 00:22

    ขอบคุณสำหรับบล็อกดีๆนะครับพี่พงศกร
    ผมน้องป๊อกนะครับ
    ถ้าไม่เป็นการรบกวนผมอยากให้พี่ช่วยอธิบายเกี่ยวกับค่าการคาดหวังในการแทงบอลหน่อยได้ไหมครับ เพราะผมดูแล้วมันก็ 50 : 50 หรือป่าวครับ
    ขอขอบคุณครับผม
    POK777

    ตอบลบ
  6. การกำหนดอัตราการแทงบอลเป็นเรื่องที่ยากที่จะให้ได้ 50:50 พอดีครับ เพราะมีปัจจัยเรื่องฟอร์มการเล่นปัจจุบัน สถิติเก่าที่เจอกันมา ผู้เล่นที่บาดเจ็บ ฯลฯ ถ้าอยากรู้ว่าบ่อนกำหนดได้ 50:50 จริงหรือไม่...ต้องลองทำการทดลองให้กลุ่มตัวอย่างมากพอ เพราะอัตราต่อรองคือความเชื่อของบ่อนที่คิดว่าอัตรานั้นคือ 50:50 ไม่ใช่ prob ที่แน่นอนเหมือนการออกหน้าไพ่ การโยนเหรียญ เป็นต้น

    นอกจากนั้น...ยังมีค่า commission ที่ต้องจ่าย ซึ่งผมไม่ทราบว่าเรียกว่าอะไร เพราะไม่เคยแทงบอลเลย ซึ่งทำให้ กำไรคาดหวังเราติดลบไปแล้ว แม้ว่าอัตราจะเป็น 50:50 ก็ตามครับ

    :D

    ตอบลบ

หมายเหตุ: มีเพียงสมาชิกของบล็อกนี้เท่านั้นที่สามารถแสดงความคิดเห็น